ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
สมัครสมาชิกคลับ!! | กฏกติกามารยาท | กฏระเบียบห้องซื้อขาย-ร้านค้า
**ท่านใดพบปัญหาการสมัครสมาชิกด้วยสมาร์ทโฟน แนะนำให้สมัครสมาชิกโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ก่อน จากนั้นค่อยใช้สมาร์ทโฟนล๊อกอินเล่นตามปกติ**
ช่องทางสำรองครับ อย่าลืมแอ๊ดเข้ากลุ่มกันไว้ด้วยนะ >> http://www.facebook.com/groups/HondaMobilioClubThailand/

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - tawann8

หน้า: [1] 2
1
การปรับเบาะนั่งและพนักพิงให้เหมาะสมนั้น จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ ทำให้สามารถควบคุมรถได้ง่ายขึ้นในทุกสถานการณ์ ช่วยลดอาการเมื่อยล้าตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย เพิ่มความมั่นใจในการขับขี่ จะมีวิธีการปรับเบาะนั่งอย่างไรให้ถูกต้องปลอดภัย วันนี้มีคำตอบ

การปรับเบาะนั่ง

- ระยะห่างของเบาะนั่งควรปรับให้อยู่ในระยะที่ ฝ่าเท้าเหยียบแป้นเบรก คลัตช์ และคันเร่งได้ถนัด โดยไม่ต้องเหยียดขา หรือว่าเขย่งปลายเท้า

- เข่าอยู่ในสภาพงอเล็กน้อย จะช่วยลดแรงกระแทกกรณีประสบอุบัติเหตุ หากปรับเบาะนั่งห่างเกินไป เวลาเหยียบเบรกต้องเหยียดขาให้ตึง เมื่อประสบอุบัติเหตุ ขาที่เหยียดตรงจะได้รับแรงกระแทกโดยตรง ทำให้ขาหักได้

- ต้องไม่ปรับเบาะนั่งสูงเกินไป เพราะว่าขาจะลอยจากพื้นในลักษณะเข่าชัน ทำให้ขาอ่อนล้า ไม่มีแรงในการเหยียบเบรกและคลัตช์ ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการขับรถ แต่หากปรับเบาะนั่งต่ำเกินไป ก็จะมีผลต่อทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทาง

- ต้องไม่ปรับพนักพิงเอนมากเกินไป เพราะจะทำให้ผู้ขับขี่ต้องโยกลำตัวขึ้นลงขณะหมุนพวงมาลัย ส่งผลให้ขาดความคล่องตัวในการบังคับพวงมาลัย และมีมุมมองในการมองเห็นกระโปรงหน้ารถและเส้นทางที่จำกัด เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ พนักพิงควรเอนเพียงเล็กน้อย ประมาณ 110 องศา เพื่อให้มีระยะห่างจากพวงมาลัยที่เหมาะสม ช่วยให้ควบคุมรถได้ง่าย


ขั้นตอนในการปรับเบาะ

1. การปรับระยะเบาะนั่ง

- รถที่ขับเป็นเกียร์ออโต้ ให้ใช้ฝ่าเท้าเหยียบที่แป้นเบรก แล้วเลื่อนตัวเบาะนั่งให้เข่างอเล็กน้อย

- รถเกียร์ธรรมดาหรือเกียร์กระปุก ให้นั่งชิดพนักพิงแล้วใช้ เท้าเหยียบแป้นคลัตช์ให้สุด ถ้าเหยียบไม่สุด ให้ปรับเบาะไปทางด้านหน้า เมื่อเหยียบสุดแล้วเข่าต้องตึง มิฉะนั้นจะเมื่อยเข่าในขณะขับ

 

2. การปรับพนักพิง

ใช้มือขวาจับที่ 2-3 นาฬิกาของพวงมาลัย ข้อศอกจะงอเล็กน้อย แผ่นหลังจะติดพนักพิงเสมอ จากนั้นลองเลื่อนมือไปวางไว้บนสุดของพวงมาลัย ข้อมือจะต้องแตะกับพวงมาลัยได้พอดีจึงถือว่าถูกต้อง ถ้าวางมือลงบนพวงมาลัย แล้วมืออยู่เลยไปถึงกลางฝ่ามือหรือโคนนิ้ว แสดงว่าปรับพนักพิงเอนเกินไป แต่ถ้าวางมือลงบนพวงมาลัยแล้วมืออยู่ชิดเลยข้อมือเข้ามาแสดงว่านั่งชิดเกินไป

 

3. การปรับหมอนรองศีรษะ

หมอนรองศีรษะนั้นให้ปรับเอนศีรษะอยู่กลางหมอนรองศีรษะพอดี บางคนอาจเข้าใจผิดคิดว่ามีไว้สำหรับเอาคอมาพิงเพื่อจะนอนได้สะดวก แต่ความเป็นจริงแล้วถ้าทำลักษณะเช่นนั้น จะเกิดอันตรายมากเวลาเกิดอุบัติเหตุ เพราะว่าหมอนรองศีรษะมีหน้าที่ไว้รองศีรษะเวลาเกิดอุบัติเหตุไม่ให้ศีรษะเงย หรือสะบัดไปด้านหลังเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นเหตุให้กระดูกคอแตกหรือหักได้

 

4. การปรับพวงมาลัยขับ

วิธีตรวจสอบระยะที่ถูกต้องคือ ลองเอาแขนเหยียดตรง แล้วพาดที่ด้านบนของพวงมาลัย ระยะที่ถูกต้องคือข้อมือต้องวางบนพวงมาลัยได้พอดี โดยที่ตัวยังแนบกับเบาะ ถ้ายังไม่พอดี ให้ปรับพวงมาลัยเข้า/ออก จนได้ระยะที่ต้องการ เมื่อลดมือลงมาจับที่ตำแหน่งจริง แขนจะเหลือมุมงอที่เหมาะสม ทำให้ควบคุมพวงมาลัยได้ดี

 

การปรับเบาะนั่งและพนักพิงให้เหมาะสมถูกต้องเป็นสิ่งง่ายๆที่ไม่ควรละเลย ในกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินก็ยังสามารถควบคุมรถได้ดีเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่

 

การทำประกันรถยนต์เป็นอีกหนึ่งทางที่จะช่วยลดความเสี่ยง และให้ความคุ้มครองในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น





2

ข้อควรปฎิบัติในการจอดรถ

ปัญหาที่หนีไม่พ้นของเมืองใหญ่คือปัญหาที่จอดรถ ด้วยความแออัด ทำให้มีรถยนต์จำนวนมาก พื้นที่จอดรถที่จำกัด ปัญหาการจอดรถจึงเป็นปัญหาตามมา  แล้วเราจะมีวิธีการจอดรถอย่างไรให้ถูกวิธี ในสถานที่ต่างๆ มีวิธีมาแนะนำกันดังนี้

พื้นที่จอดรถสามารถแบ่งได้เป็น 2 แบบ ดังนี้


1. การจอดในพื้นที่จอดรถ ที่มีการแบ่งช่องจอด มีวิธีการปฎิบัติคือ
- การมองหาช่องจอด โดยเลือกช่องจอดให้เหมาะสม มีความสะดวก ปลอดภัย
- หากจะจอดช่องที่มีรถกำลังออก ให้เปิดไฟฉุกเฉินรอ
- หลังจากจอดรถแล้ว ควรเปิดประตูรถด้วยความระมัดระวังเสมอ เนื่องจากอาจจะโดนรถที่จอดด้านข้าง
- การจอดรถขวาง หรือ การจอดซ้อนคัน
          1).ไม่ดึงเบรกมือ  หรือ ล็อคเบรกมือ
          2). ปลดให้รถอยู่ในภาวะเกียร์ว่าง
- หากมีรถขวางที่จอดรถ แล้วเราต้องการขับรถออก ควรเข็นรถคันอื่นด้วยความระมัดระวัง
- อย่าจอดคร่อมสองช่องจอดหรือชิดเส้นช่องจอดจนคันอื่นเข้าไม่ได้


2. การจอดในทางขนานชิดขอบทาง บางพื้นที่ได้รับอนุญาตสามารถจอดรถริมถนนชิดขอบทางได้ตามกฎหมาย แต่ต้องจอดให้ชิดขอบทาง ตัวรถอยู่ในระยะ 25 ซ.ม. จากขอบทาง

พื้นที่ไม่ควรจอดรถ

1. ช่วงทางโค้ง เป็นจุดที่ผู้ขับขี่ไม่สามารถมองเห็น สิ่งที่อยู่ กลางหรือหลังโค้งได้ การจอดรถช่วงทางโค้ง มีความสุ่มเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุสูงมาก

2. บริเวณทางแยก ทางแยก ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะจอดในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากการจอดรถจะทำให้มุมเลี้ยวรถต้องแคบลง เพียงเพราะมีรถมาจอดขวาง การจอดตรงทางแยก อาจทำให้รถไม่สามารถเลี้ยวสวนกันได้ และสร้างปัญหาในคนในพื้นที่

3. บริเวณที่มืดหรือแสงสว่างไม่พอ การจอดรถในที่มืดหรือแสงสว่างไม่เพียงพอ โดยเฉพาะรถสีดำ โทนเข้ม อาจทำให้รถเกิดอุบัติเหตุได้ เสี่ยงต่อการโจรกรรมอีกด้วย

4. จอดรถกีดขวางหน้าบ้านหรือทางเข้าออกคนอื่น ไม่สมควรอย่างยิ่ง แม้ว่าคุณจะจอดบนถนน แต่ทางเข้าออกบ้านเป็นเส้นทางส่วนบุคคล ซึ่งผู้อยู่อาศัยมีสิทธิใช้งานได้โดยสะดวก

5.พื้นที่ห้ามจอดอื่นๆ ในบางจุดจะมีการประกาศห้ามจอดเอาไว้อย่างชัดเจน คุณสมควรจะตรวจสอบให้ชัดเจนว่า จุดที่คุณจอดรถสามารถกระทำได้ โดยไม่ ผิดกฎหมาย หรือไม่เป็นจุดต้องห้ามตามกฎหมาย ได้แก่ ตู้ไปรษณีย์, หัวฉีดน้ำดับเพลิง และอื่นๆ ที่กำหนดให้เป็นพื้นที่ห้ามจอดรถ

 

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจอดรถ

1. จอดรถไม่ชิดขอบทาง ปรับ 500 บาท

2. จอดรถในทางร่วมทางแยกหรือในระยะ 10 เมตร บริเวณทางร่วมทางแยก ปรับ 500 บาท

3. จอดในที่มี เครื่องหมายห้ามจอด ปรับไม่เกิน 500 บาท

4. จอดรถในที่คับขัน ปรับไม่เกิน 500 บาท

5. จอดรถในลักษณะกีดขวางการจราจร ปรับไม่เกิน 500 บาท

6. จอดรถขวางทางเข้าออกหน้าบ้าน ซึ่งการจอดรถขวางประตูทางเข้าออกบ้านผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นที่ส่วนบุคคล หรือที่สาธารณะถือเป็นการก่อความเดือด ร้อนรำคาญใจให้กับผู้อื่น มีความผิดตามกฎหมายอาญา มาตรา 397 โทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน และปรับไม่เกิน 10,000 บาท รวมทั้งสามารถฟ้องเรียกค่าเสียหายในทางแพ่งได้ ตามมาตรา 420 และถ้าเป็นที่สาธารณะยังมีความโทษทางอาญาตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก เจ้าหน้าที่สามารถออกใบสั่ง ยกรถได้ ทั้งนี้มีสิทธิแจ้งความร้องทุกข์ได้ด้วย

7. การนำกรวยและเก้าอี้ไปตั้งขวางพื้นที่ไม่ให้ใครมาสร้างความเดือดเนื้อร้อนใจ หากเป็นพื้นที่ส่วนบุคคลสามารถทำได้ แต่หากเป็นที่สาธารณะ เช่น ถนน ไม่สามารถทำได้ เพราะจะขัด พ.ร.บ.รักษาความเป็นระเบียบเรียบร้อย  มีโทษปรับไม่เกิน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท

 

เพราะการขับรถในเมืองกรุงมันยาก โอกาสพลาดมีสูง มี ประกันรถยนต์ ติดไว้อุ่นใจกว่า



3
ไฟหน้าและไฟท้ายรถยนต์ ถือเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยให้เกิดความปลอดภัยบนท้องถนน โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืน หรือขณะที่แสงสว่างไม่เพียงพอ แต่บ้างครั้งที่เรามักพบมีรถบ้างคันใช้ไฟหน้ารถอย่างไม่ถูกต้อง ซึ่งผิดกฏหมายและอาจส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงได้ วันนี้จึงได้รวบรวมเรื่องควรรู้เกี่ยวไฟรถยนต์มาให้ศึกษากันดังนี้

รถยนต์ทุกคันต้องมีโคมไฟหน้ารถและโคมไฟท้ายรถ ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งประกอบด้วย 3 ประเภท ดังนี้

1. โคมไฟแสงพุ่งไกล (ไฟสูง) ให้ติดหน้ารถข้างละหนึ่งดวงสูงจากพื้นทางราบถึงจุดศูนย์กลางดวงโคมไม่น้อย กว่า 0.6 เมตร แต่ไม่เกิน 1.35 เมตร โคมไฟทั้งสองข้างต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ใช้ไฟแสงขาวมีกำลังไฟเท่ากันไม่เกินดวงละ 50 วัตต์ มีแสงสว่างให้เห็นพื้นทางได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า 100 เมตร ศูนย์รวมแสงต้องไม่สูงกว่าแนวขนานกับพื้นทางราบ และไม่เฉไปทางขวา
 

2. โคมไฟแสงพุ่งต่ำ (ไฟต่ำ) ให้ติดหน้ารถข้างละหนึ่งดวง สูงจากพื้นทางราบถึงจุดศูนย์กลางดวงโคมไม่น้อยกว่า 0.6 เมตร แต่ไม่เกิน 1.35 เมตร โคมไฟทั้งสองข้างต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ใช้ไฟแสงขาวมีกำลังไฟเท่ากันไม่ เกินดวงละ 50 วัตต์ มีแสงสว่างให้เห็นพื้นทางได้ชัดเจนในระยะไม่น้อยกว่า 30 เมตร ศูนย์รวมแสงต้องอยู่ต่ำกว่าแนวขนานกับพื้นทางราบไม่น้อยกว่า 2 องศา หรือ 0.2 เมตร ในระยะ 7.5 เมตร และไม่เฉไปทางขวา
 

3.โคมไฟเล็ก ให้ติดหน้ารถอย่างน้อยข้างละหนึ่งดวง โดยให้อยู่ด้านริมสุดแต่จะล้ำเข้ามาได้ไม่เกิน 0.4 เมตร โคมไฟทั้งสองข้างต้องอยู่ในระดับเดียวกัน ใช้ไฟแสงขาวหรือแสงเหลือง มีกำลังไฟเท่ากันไม่เกินดวงละ 10 วัตต์ และต้องมีแสงสว่างสามารถมองเห็นได้จากระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตรโคมไฟแสงพุ่งไกลโคมไฟแสงพุ่งต่ำ และโคมไฟเล็ก จะรวมอยู่ในดวงเดียวกันก็ได้

 

ข้อควรปฎิบัติเกี่ยวกับไฟหน้าและไฟท้ายรถยนต์

- โคมไฟหลอดไฟหน้ารถที่ติดตั้งมากับรถทุกคันได้ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องแล้ว หากหลอดไฟชำรุด เจ้าของรถควรเปลี่ยนใหม่ให้เป็นชนิดและรุ่นเดียวกับของเดิม

- การใช้ไฟหน้ารถให้ถูกต้องนั้น ต้องใช้ในเวลาที่มีแสงสว่างไม่เพียงพอที่จะมองเห็น ภายในระยะไม่น้อยกว่า 150 เมตร

- การเปิดไฟสูงตลอดเวลาเพื่อให้เห็นทางชัดเจน ไม่ควรทำเนื่องจากเป็นการรบกวนสายตาผู้อื่นและผิดกฎหมาย

- การติดตั้งไฟสปอตไลท์ เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย

- การปรับแต่งทิศทางการส่องสว่างของโคมไฟหน้า รถให้สูงขึ้นจากเดิม หรือดัดแปลงอุปกรณ์ส่วนควบหรือเพิ่มเติมส่วนหนึ่งส่วนใดเข้าไป จนทำให้แสงมีความสว่างจ้ามากจนเกินไป การใช้ไฟกะพริบหรือใช้แสงสีต่างๆ ไม่เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด ตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มีความผิดตามมาตรา 12 ฐานเพิ่มเติมสิ่งใดสิ่งหนึ่งเข้าไปซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายหรือจิตใจของผู้อื่น ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท สำหรับรถโดยสารสาธารณะฝ่าฝืนดัดแปลงอุปกรณ์ส่องสว่างในลักษณะดังกล่าว เป็นความผิดตามตามพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 71 ฐานใช้รถที่มีอุปกรณ์ส่วนควบไม่ถูกต้องตามที่กำหนด ต้องระวางโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 50,000 บาท และอาจถูกสั่งระงับการใช้รถ

 

หากพบรถที่มีการดัดแปลงอุปกรณ์ส่องสว่างผิดกฎหมายสามารถแจ้งเรื่องร้องเรียน 1584 กรมการขนส่งทางบก โดยต้องแนบหลักฐานเป็นภาพนิ่งหรือภาพเคลื่อนไหว ระบุสถานที่ เวลาที่พบเหตุ ชื่อและข้อมูลผู้แจ้งเรื่องร้องเรียน

กรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น การทำประกันภัยรถยนต์เป็นอีกหนึ่งทางที่จะช่วยลดความเสี่ยง และให้ความคุ้มครองได้ในยามฉุกเฉิน คลิกเลย ประกันรถยนต์

4

สำหรับการขับขี่รถในเมืองถือว่ายากสำหรับมือใหม่และมือเก่า หากไม่ชำนาญเส้นทางก็อาจเกิดอุบัติเหตุได้ วันนี้ได้รวบรวมเส้นทางหรือจุดที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ที่ควรจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในการสัญจรในเมืองมาดังนี้


1. ทางแยกรูปตัว Y สะพานรัชวิภา

สะพานรัชวิภาฯ เป็นสะพานต่างระดับข้ามแยกขนาดใหญ่ เป็นจุดตัดหนึ่งที่สำคัญในการเดินทาง โดยสะพานแห่งนี้จะเชื่อมถนนรัชดาภิเษก ทั้งสองฝั่งเข้าด้วยกัน โดยตัดผ่านข้ามถนนวิภาวดีรังสิต ถนนทั้งคู่ต่างก็มีการจราจรที่คับคั่งอยู่แล้วตลอดวัน จุดตัว Y เป็นทางออกบนสะพานในฝั่งขาเข้ามุ่งหน้าสู่แยกประชานุกูล โดยเป็นจุดทางออกเดียวบนสะพานแห่งนี้ ที่จะให้รถลงไปออกถนนวิภาวดีรังสิต และสามารถเดินทางไปยังถนนกำแพงเพชรเพื่อมุ่งหน้าสู่สถานีขนส่งหมอชิตใหม่ได้

ซึ่งบริเวณนี้มีเหตุการณ์อุบัติเหตุ จนรถตกทางด่วนและมีผู้เสียชีวิตเกิดขึ้นหลายครั้ง อุบัติเหตุส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเมื่อผู้ขับขี่ไม่คุ้นเคยกับเส้นทาง เกิดความลังเลในการตัดสินใจว่าจะไปทางไหน หรือ ขับรถด้วยความเร็ว เนื่องจากไม่ทราบว่า เป็นทางแยก จนเกิดอุบัติเหตุขึ้น

การใช้เส้นทางหากต้องการลงถนนวิภาวดีรังสิต ให้สังเกตป้ายบอกทางก่อนในระยะ 200 เมตรก่อนลง ขับรถชิดซ้ายเพื่อเตรียมพร้อมในการลงทางออก หากผู้ขับขี่ต้องการมุ่งหน้าตรงไปแยกประชานุกูล ใช้ 2 ช่องทางด้านซ้าย



2. โค้งทางด่วนพระรามหก

บนทางด่วนพิเศษศรีรัช บริเวณทางลงถนนพระรามหก เป็นจุดที่เกิดอุบัติเหตุอยู่บ่อยครั้ง หากผู้ขับขี่ประมาท ขับรถด้วยความเร็วสูง เมื่อมาถึงทางแยกสามเหลี่ยม ทางเลี้ยวซ้ายจะลงถนนพระราม 6 และหากตรงจะไปแจ้งวัฒนะ หากเลี้ยวไม่ทันจุดนี้จะชนกับกำแพงปูนกั้นตรงกลาง อาจทำให้รถไม่สามารถควบคุมทิศทางได้ และเกิดอุบัติเหตุในที่สุด



3. โค้งหน้าศาลอาญารัชดา

เกิดอุบัติเหตุคร่าชีวิตผู้คนบ่อยครั้ง ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตบนเกาะกลางถนน โดยจะชนเข้ากับต้นโพธิ์ที่อยู่ตรงทางโค้งนี้ ถนนเส้นนี้เป็นเส้นที่รถยนต์มีการใช้ความเร็วสูง เนื่องจากถนนค่อนข้างกว้างและเรียบ เมื่อผ่านมาบริเวณโค้งที่ต่อเนื่องกัน 2 โค้งติดกัน ทำให้รถที่ วิ่งมาด้วยความเร็ว อาจเกิดการแหกโค้งบ่อยครั้ง



4. ถนนหน้าซอยสุขสวัสดิ์ 1 ถนนสุขสวัสดิ์

เป็นถนนทางโค้ง ช่วงลงสะพานข้ามคลองดาวคะนอง หากเป็นคนที่ไม่ชินกับเส้นทางทาง เมื่อขับลงสะพานมาจะเจอโค้งเลย ทำให้ควบคุมรถได้ยาก บวกกับมีทางกลับรถอยู่บริเวณโค้งแห่งนี้อีกด้วย จึงเป็นจุดอันตรายและมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นบ่อยครั้ง หากขับขี่ไปบริเวณนั้น ให้ขับขี่ด้วยความระมัดระวัง



5. อุโมงค์แยกดินแดง

อุโมงค์ดินแดง เป็นอุโมงค์ที่เกิดอุบัติเหตุสูงที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง อุโมงค์อยู่บริเวณแยกดินแดง ตัดถนนวิภาวดี ลักษณะโค้งคดมีโค้งเป็นรูปตัว S ประกอบกับความสว่างในอุโมงค์อาจไม่เพียงพอ เมื่อขับขี่มาเร็วจึงมักจะเกิดอุบัติเหตุชนเข้ากับผนังอุโมงค์ หรือเฉี่ยวชนกับรถคันอื่นในอุโมงค์ บริเวณผนังอุโมงค์จะเห็นรอยชน แตก ซึ่งล้วนเกิดจากอุบัติเหตุทั้งสิ้น



การเดินทางในเมืองมีอุปสรรคระหว่างทางมากมาย ทั้งสภาพถนน ผู้ร่วมทาง ดังนั้นการขับรถต้องอยู่ในความไม่ประมาท และการเตรียมศึกษาเส้นทางก่อนการเดินทาง ก็จะช่วยให้เราถึงที่หมายอย่างปลอดภัยและประหยัดเวลาได้

เพิ่มความคุ้มครองให้กับรถยนต์ด้วย ประกันรถยนต์ ราคาพิเศษ คลิกเลย


5
การเดินทางในบริเวณนอกเมือง หรือต่างจังหวัด อาจพบกับเพื่อนร่วมทางเจ้าถนนอย่างรถบรรทุกเป็นจำนวนมาก ซึ่งรถบรรทุกจะมีจะมีรหัสลับเฉพาะกลุ่มที่มักจะใช้ในเวลากลางคืน หากผู้ใช้รถใช้ถนน เข้าใจถึงสัญญาณไฟจากรถบรรทุกสามารถช่วยป้องกันอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้น สัญญาณไฟของรถบรรทุกมีดังนี้
 

เปิดไฟเลี้ยวซ้าย - แซงได้

หากเราขับตามแล้วรถบรรทุกคันหน้าวิ่งช้า เปิดไฟเลี้ยวซ้ายทั้งๆ ที่ไม่มีทางแยก ซอย ที่จะเลี้ยวแต่อย่างใด แสดงว่าเขาบอกเราว่า ข้างหน้าปลอดภัย แซงออกขวาได้เลย

 

เปิดไฟเลี้ยวขวา - ห้ามไป

แต่ถ้าหากพบรถบรรทุกเปิดไฟเลี้ยวขวา บริเวณที่ไม่มีทางแยก ซอย ที่จะเลี้ยวแต่อย่างใด แสดงว่าเขาบอกเราว่าห้ามแซงนะ อาจมีโค้ง หรือมีรถสวนมา ห้ามแซงอันตราย ให้รอก่อน เมื่อพร้อมให้แซง คนขับรถเขาก็จะกลับมาเปิดไฟเลี้ยวซ้ายอีกที ส่งสัญญาณให้เราแซงได้

 

เปิดไฟฉุกเฉินบริเวณทางแยก -ขอทางจะตรงไป

เมื่ออยู่บริเวณทางแยก สังเกตเห็นรถบรรทุกเปิดสัญญาณไฟฉุกเฉิน แสดงว่ารถขอทางกำลังจะตรงไป ไม่เลี้ยว

 

เปิดไฟสูง - ช่วยส่องไฟ เมื่อเราขับแซง

หากเวลากลางคืนทางมืด เราขับแซงขึ้นทางขวา แล้วรถบรรทุกยกไฟสูงขึ้น เพื่อเป็นการส่องทางข้างหน้าให้เราเห็นได้ชัดเจนขึ้น และถ้าลดไฟลงแสดงว่ากลับเข้าเลนได้ แสดงว่าแซงพ้นแล้ว อาจขอบคุณด้วยการบีบแตร่สั้นๆ

 

ดับไฟหน้าแล้วเปิด – ข้างหน้ามีด่านตรวจ ข้างหน้ามีเหตุฉุกเฉิน

ในกรณีที่วิ่งสวนทางกับรถบรรทุก แล้วเห็นรถที่สวนมาดับไฟหน้าและเปิดขึ้น แสดงว่าเขาอยากบอกว่าทางข้างหน้ามีด่านตรวจหรือไม่ก็อุบัติเหตุให้เตรียมระวังตัวก่อนล่วงหน้า

 

กะพริบไฟสูง 1 ครั้ง - ถามเพื่อนร่วมทางว่าข้างหน้ามีด่านไหม

หากเห็นรถบรรทุกวิ่งสวนมา แล้วกะพริบไฟสูง 1 ครั้ง มี 2 กรณีคือ ต้องการตรวจสอบว่าเราง่วงนอนหรือเปล่า หรือเป็นการถามว่าทางที่เราผ่านมามีด่านหรือ อุบัติเหตุอะไรหรือเปล่า ถ้าทุกอย่างปกติดี ก็กะพริบไฟหน้าตอบเขาไป 1 ครั้ง

 

เปิดกะพริบไฟหน้าพร้อมเปิดไฟเลี้ยว - ข้างหน้ามีด่าน

หากเห็นรถบรรทุกที่สวน เปิดกะพริบไฟหน้าพร้อมเปิดไฟเลี้ยวมาทางฝั่งเรา นั่นแสดงว่าข้าง หน้ามีด่าน ให้เตรียมตัวและระมัดระวัง เตรียมชะลอรถได้แล้ว หากยังวิ่งด้วยความเร็วอาจเกิดอันตรายได้

 

เบี่ยงหัวรถแล้วกะพริบสูงไฟ 1 ครั้ง - ขอทาง

หากเห็นรถบรรทุกวิ่งกันมาเป็นแถวๆ แล้ว มีคันในแถวเบี่ยงหัวรถออกมาพร้อมกะพริบสูงไฟ 1 ครั้ง นั่นแสดงว่าเขากำลังขอทางและบอกว่ากำลังจะเร่งเครื่องแซง ขอใช้ทางวิ่งในเลนของเราแล้ว ถ้าเราพร้อมจะเปิดทางก็กะพริบไฟ 1 ที

 

เปิดไฟกระพริบซ้ายที ขวาที - อาจมีด่านตรวจหรืออุบัติเหตุ

หมายความว่าให้ระวังเพราะอาจมีด่าน อุบัติเหตุ หรือรถคันหน้า เบรกกะทันหัน ให้ระวังอย่าเพิ่งใจร้อนแซงขึ้นไป ให้ขับตามกันไปก่อน

 

การขับขี่เดินทางออกต่างจังหวัด ระยะทางไกล ควรพักผ่อนให้เพียงพอ งดเว้นการดื่มสุรา หรือของมึนเมาทุกชนิด หากไม่ชำนาญทางควรศึกษาเส้นทางก่อน ขับด้วยความเร็วสม่ำเสมอ ไม่เกินกฎหมายกำหนด ให้สัญญาณเพื่อนร่วมทางก่อนทุกครั้งที่ต้องการเปลี่ยนเส้นทาง และ ปฏิบัติตามเครื่องหมายหรือสัญญาณจราจรโดยเคร่งครัด

เพิ่มความคุ้มครองให้กับรถยนต์ของท่านด้วย ประกันรถยนต์เคลมง่าย มีแบบให้เลือกหลากหลาย

6
เพื่อการขับรถที่ปลอดภัย ทุกครั้งก่อนเดินทางควรปรับกระจกรถให้อยู่ในองศาที่เหมาะสมและเห็นภาพด้านกว้างที่ ชัดเจนทั้ง กระจกข้างด้านซ้าย ด้านขวา และด้านหลัง  ซึ่งจะช่วยลดอุบัติเหตุจากการเปลี่ยนช่องทางจราจรและการแซงรถคันอื่น วันนี้มีวิธีการปรับกระจกรถยนต์ที่ถูกต้อง ปลอดภัย  มาแนะนำ ดังนี้

การปรับกระจกมองข้างรถยนต์
- ควรปรับให้กระจกกางออกโดยตั้งฉากและขนานกับตัวรถ ไม่ก้มหรือเงยมากเกินไป

- ปรับให้สามารถมองเห็นรถที่อยู่ด้านข้างและด้านหลังชัดเจนขึ้น แต่ต้องระวังไม่ปรับกระจกให้เห็นตัวถังรถด้านข้างมากเกินไป เพราะจะทำให้เกิดจุดบอดและเห็นรถคันอื่นในระยะกระชั้นชิด ช้ากว่าปกติ ควรรับให้เห็นรถด้านข้างประมาณ 15 – 20 เปอร์เซ็นต์ของตัวรถเท่านั้น

- ปรับให้เอียงลงพื้นเล็กน้อย  ให้ผู้ขับสามารถเห็นด้านล่าง  เช่น ขอบถนน ริมทางเท้า ได้อย่างชัดเจน

- การปรับกระจกข้างฝั่งผู้โดยสาร หากปรับแล้วผู้ขับสามารถมองเห็นคนนั่งข้างได้ แสดงว่าปรับกระจกเข้ามาที่ตัวรถมากเกินไปแล้ว

- ไม่ควรปรับกระจกไป-มาในขณะที่รถกำลังวิ่ง เพราะอาจเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้


การปรับกระจกมองหลัง
- ควรปรับกระจกให้พ้นศีรษะของผู้ขับขี่ และ ต้องปรับให้เห็นมุมกว้างมากที่สุด

- ควรงดการตกแต่งรถยนต์ ด้วยการแขวนตุ๊กตาหรือติดสติ๊กเกอร์บริเวณกระจกหน้ารถ ด้านข้างและด้านหลังรถ เพราะจะบดบังทัศนวิสัยในการมองเห็นเส้นทางของผู้ขับขี่

- ต้องปรับให้ตั้งฉากกับตัวรถ และมองเห็นท้ายรถเล็กน้อย เพื่อจะได้มุมมองที่กว้างขึ้น ทำให้เห็นรถที่อยู่ทางด้านข้าง และรถที่อยู่ทางด้านหลังได้มากขึ้น โดยเมื่อนั่งในท่าปกติแล้ว ต้องมองไม่เห็นศีรษะของผู้ขับขี่ด้วย

- จุดบอดของกระจกมองหลัง คือ บริเวณด้านข้างของตัวรถ ทำให้มองไม่เห็นรถที่วิ่งอยู่ในบริเวณที่เป็นจุดบอด จึงมีกระจกมองข้าง ช่วยมองในตำแหน่งที่เป็นจุดบอด ทั้งด้านซ้ายและด้านขวา




การมองกระจกในขณะขับรถ ควรมองกระจกให้รอบด้านเป็นระยะ โดยมองกระจกหลัง กระจกมองข้างด้านซ้ายและด้านขวาให้ครอบคลุมถึงจุดบอดในการมองเห็นทั้งด้านซ้ายและด้านขวาสลับไปมา โดยผู้ขับขี่จะหันมองด้านซ้ายหรือด้านขวาก่อนขึ้นอยู่กับสถานการณ์ โดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยนช่องทาง ขับแซงหรือเลี้ยวรถ จะทำให้มองเห็นสภาพเส้นทางและรถคันอื่นๆ ที่อยู่ด้านข้างและด้านหลังอย่างชัดเจนและรวดเร็ว จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทางได้

 

เพิ่มความคุ้มครองให้กับรถยนต์ของคุณด้วย ประกันรถยนต์ เบี้ยเริ่มต้นสบายกระเป๋า

7
ทุกวันนี้เราใช้รถยนต์ในชีวิตประจำวันกันเกือบทุกวัน ซึ่งที่จำเป็นต้องทำเป็นประจำก็คือ การเติมน้ำมัน เพื่อทำให้ รถยนต์เคลื่อนที่ไปยังจุดหมายปลายทาง การเติมน้ำมันจึงเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเกี่ยวข้องในชีวิตประจำวัน จึงได้รวบรวมข้อมูลที่ถูกต้อง เกี่ยวกับการเติมน้ำมันเชื้อเพลิง มาให้ได้อ่านกันเพื่อจะได้ปฎิบัติได้ถูกต้อง
 


- เติมน้ำมันช่วงเช้าจะช่วยประหยัด คุ้มค่า และได้ปริมาณน้ำมันมากกว่า นั้นไม่เป็นความจริง มาจากทฤษฎีที่ว่าน้ำมันขยายตัวเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น ดังนั้นหากอุณหภูมิต่ำลงในช่วงเช้า ก็อาจแปลว่าเราจะได้น้ำมันในถังเพิ่มมากขึ้นกว่าช่วงเวลาอื่นๆ แต่ในความเป็นจริงแล้วน้ำมันถูกกักเก็บอยู่ในถังที่ฝังอยู่ใต้ดิน ดังนั้นการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของอุณหภูมิในแต่ช่วงเวลาของวันไม่อาจส่งผลต่อปริมาณความหนาแน่นของน้ำมัน ทีนี้คุณจะเติมน้ำมันเวลาไหนก็ไม่สำคัญแล้ว

 

- ปล่อยให้น้ำมันในถังเหลือน้อยจะส่งผลเสียต่อเครื่องยนต์ ก็เป็นความเชื่อที่ผิดของคนส่วนใหญ่ ที่มักคิดว่าหากขับรถโดยมีไอระเหยจากบริเวณที่ว่างในถังน้ำมัน เครื่องยนต์จะสูบเอา ‘ขยะ’ และตะกอนน้ำมันจากด้านล่างของถัง แต่ความจริงก็คือ ถังน้ำมันได้รับการออกแบบให้จ่ายน้ำมันสู่ท่อจ่ายจากด้านล่างซึ่งเป็นบริเวณที่บรรจุน้ำมัน นั่นก็คือท่อจ่ายจะสามารถดึงน้ำมันออกมาได้ตลอดเวลานั่นเอง

 

- เติมน้ำมันระดับสูงสุดเพราะจะเป็นสาเหตุทำให้เกิดระเบิดในถังน้ำมันได้ ไม่เป็นเรื่องจริง เนื่องจากถังน้ำมัน สามารถรับแรงดัน และทนต่ออุณหภูมิสูงได้ อย่างปลอดภัย ไม่มีการระเบิด แน่นอน ถังน้ำมันถูกออกแบบมารับแรงดันภายในอย่างสบาย ตัวถังน้ำมัน รองรับอุณหภูมิสูงๆ การผลิตรถทำแบบระบบปิด ไม่มีการรั่วไหล แน่นหนา ไม่มีการเล็ดลอดออกมาได้ ยกเว้นรถที่เกิดอุบัติเหตุ ซึ่งมีความปลอดภัย แม้อุณหภูมิภายนอกตัวรถจะสูงถึง 40-50 องศาเซลเซียส นอกจากนี้จุดติดไฟเองของน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลต้องสูงกว่า 250 องศาเซลเซียส ดังนั้นการเติมน้ำมันเต็มถังจึงไม่ทำให้เกิดการระเบิดขึ้น

 

- เติมน้ำมันเต็มถัง เราขาดทุน เพราะน้ำมันจะค้างสาย เป็นความเข้าใจผิด เพราะจะเติมเต็มถัง หรือแค่ครึ่งถัง ปริมาณน้ำมันที่ได้ก็เท่ากับตัวเลขที่แสดงบนหน้าปัดตู้จ่ายเสมอ น้ำมันไม่สามารถไหลย้อนกลับได้ เพราะถ้าสังเกตที่ปลายหัวจ่ายน้ำมัน จะมีรูเล็กๆ อยู่ล่างสุด รูที่ว่านี้ คือ “เซนเซอร์” เอาไว้สั่งตัดการจ่ายน้ำมันจากตู้จ่าย เมื่อปริมาณน้ำมันในถังล้นมาถึง ดังนั้น ตู้จ่ายจะคิดเงินก็ต่อเมื่อ มีการจ่ายน้ำมันออกจากหัวจ่ายเท่านั้น น้ำมันที่ออกมาจากตู้จ่าย และค้างอยู่ในสาย จะยังไม่ถูกคิดเงิน ทุกลิตรที่จ่ายออกไป ถูกควบคุม และตรวจสอบจากกรมการค้าภายในอยู่ตลอดอยู่แล้ว จะเติมเต็มถัง หรือแค่ครึ่งถัง ก็ได้ปริมาณน้ำมันเท่ากับตัวเลขบนหน้าปัดตู้จ่ายอย่างแน่นอน

 

- การดับเครื่องยนต์ขณะเติมน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นเรื่องที่ต้องปฎิบัติอย่างเคร่งครัด เนื่องจากขณะที่เติมน้ำมันอยู่ ไอน้ำมันที่ลอยคลุ้งอยู่บริเวณนั้น เกิดลอยไปปะทะกับประกายไฟจากระบบไฟจุดระเบิดที่รั่ว ไฟก็จะลุกไหม้จนเกิดแรงระเบิดทันที หรือหากหัวเติมน้ำมันหลุดออกจากปากถังซึ่งพบกันบ่อยมาก แล้วน้ำมันถูกฉีดสาดไปโดนกับส่วนที่มีความร้อนสูงๆ เช่น บริเวณท่อไอเสีย หรือ ในห้องเครื่องยนต์ ไฟก็จะลุกไหม้ง่ายขึ้น การดับเครื่องยนต์ยังเป็นการป้องกันความเสียหาย กรณีพนักงานปั๊มเติมน้ำมันผิดชนิดให้อีกด้วย

 

เพิ่มความคุ้มครองให้กับรถยนต์ของท่านด้วยประกันภัยรถที่เบี้ยไม่แพง พร้อมบริการที่สะดวก รวดเร็ว คลิกเลย ประกันรถยนต์


8
จากสถิติการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนทั่วโลกล่าสุด ประเทศไทยมาเป็นอันดับ 1 ของโลกแทนที่ประเทศลิเบีย จากเดิมที่ไทยอยู่อันดับ 2 โดยไทยมีอัตราการตาย 36.2 ต่อประชากรแสนคนซึ่งมีสถิติมากกว่าค่าเฉลี่ยถึง 2-3 เท่า เข็มขัดนิรภัยเป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ขับขี่และผู้โดยสารรถยนต์ ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุ จะช่วยรั้งผู้ขับขี่หรือผู้โดยสารให้ติดกับเบาะที่นั่ง ไม่กระเด็นออกนอกตัวรถหรือไปกระแทกกับส่วนของรถยนต์

 

อันตรายจากการไม่คาดเข็มขัดนิรภัย

- แรงกระแทกจากการชนที่เกิดจากรถวิ่งเร็ว 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง จะเท่ากับรถตกจากที่สูง 14 เมตร ความสูงประมาณตึก 5 ชั้น คนที่อยู่ในรถถ้าไม่คาดเข็มนิรภัย เมื่อรถชนและหยุดกะทันหัน ศีรษะใบหน้า และลำตัวของคนในรถจะถูกเหวี่ยงไปกระแทกกับพวงมาลัย กระจกหน้ารถ หรือหลุดกระเด็นออกนอกตัวรถ

-อวัยวะในร่างกาย เช่น ตับ ไต ลำไส้ สมองหรือไขสันหลังจะเคลื่อนไหวเท่ากับความเร็วของรถ เมื่อรถชนหรือหยุด อวัยวะภายในจะกระแทกกันเองทำ ให้ตับ ไต ลำไส้ หรือสมองฉีกขาดได้

 

ประโยชน์ของเข็มขัดนิรภัย

- ช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุสามารถลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บลงได้ร้อยละ 40-50

- ช่วยลดการบาดเจ็บสาหัสได้ถึงร้อยละ 43- 65

- ช่วยลดการเสียชีวิตได้ ร้อยละ 40-60 จากการทดสอบ รถที่เกิดการพลิกคว่ำเข็มขัดนิรภัยจะมีประสิทธิภาพมากกว่าที่สุดถึงร้อยละ 77 รองลงมา คือ การชนด้านซ้าย ร้อยละ 49 และอันดับสามชนด้านหน้า ร้อยละ 43 ซึ่งพบว่าเข็มขัดนิรภัยช่วยลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุได้จริง

 

การคาดเข็มขัดนิรภัยจึงเป็นอุปกรณ์หนึ่งที่จะช่วยลดการเสียชีวิต รวมถึงอาการบาดเจ็บของผู้โดยสารทางรถยนต์ ให้ลดลงได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้คาดเอง

เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของผู้ใช้รถยนต์ ควรใช้เข็มขัดนิรภัยเป็นสิ่งที่อาจช่วยลดอันตรายที่เกิดขึ้นในขณะมีอุบัติเหตุ แต่ก็มิได้หมายความว่าจะปลอดภัย สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ ความไม่ประมาท หมั่นตรวจสอบสภาพรถ เคารพกฎจราจร ถ้าทุกคนที่ใช้รถใช้ถนนช่วยกันปฏิบัติตาม ก็จะช่วยลดอุบัติเหตุลงได้อย่างแน่นอน

 

การทำประกันภัยรถยนต์เป็นอีกหนึ่งทางที่จะช่วยลดความเสี่ยง และให้ความคุ้มครองในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น สนใจคลิก ประกันรถยนต์

9
จากการรวบรวมข้อมูลทางข่องทางสถิติอุบัติเหตุในช่วงหน้าเทศกาลสำคัญต่างๆ ของประเทศไทย พบว่าสาเหตุที่นำไปสู่การเกิดอุบัติเหตุและการเสียชีวิตบนท้องถนน 5 สาเหตุแรก ได้แก่ 1) การไม่สวมใส่หมวกนิรภัย 2) เมาแล้วขับ 3) ขับรถเร็ว 4) ตัดหน้ากระชั้นชิด และ 5) ขับรถยนต์ผาดโผน วันนี้จึงได้รวบรวมพฤติกรรมเสี่ยงเพื่อสร้างความหนักถึงความเสียหายทางชีวิตและทรัพย์ที่จะเกิดขึ้น หากยังไม่เลิกพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในการใช้รถใช้ถนนด้วยความไม่ระมัดระวัง


1) จอดตรงไหนก็ได้ แค่เปิดไฟฉุกเฉินก็พอ -  ถ้ารถคันหน้าที่ขับตามกันมา จู่ๆก็จอดริมทางขวางถนน แล้วเปิดไฟฉุกเฉิน เพื่อเดินลงจากรถไปซื้ออาหาร หรือทำธุระอย่างอื่น ยิ่งบริเวณทางเลี้ยวหรือคอสะพาน อาจทำให้รถที่ขับตามมาข้างหลังต้องหยุดตาม หักหลบออกถนนอีกเลนลำบากเสี่ยงอุบัติเหตุด้วย

2) ห้ามขับรถ หรือจอดทิ้งไว้บนทางเท้า โดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ที่จะขับสวนทาง หรือหนีรถติดขึ้นมาบนทางเท้า คนที่เดินทางเท้าก็ต้องคอยหลบ หรือบางครั้งต้องลงมาเดินบนถนน เพราะรถยนต์บางคันจอดทิ้งบนทางเท้าจนไม่เหลือพื้นที่ให้เดินได้ ทำให้รถที่ขับบนถนนก็ต้องคอยหักหลบคนเดินเท้า เกิดอุบัติเหตุได้ง่ายอีก

3) เลิกเบี้ยงซ้าย เบี้ยงขวา เปลี่ยนเลนแต่ไม่เปิดไฟเลี้ยว อุบัติเหตุที่ชนท้ายกันอยู่บ่อย เพราะรถบางคันอยากเบี้ยงซ้ายเบี้ยงขวาก็ขับออกมาเลย ไม่ส่งสัญญาณให้คันหลังได้รับรู้แต่อย่างใด หากเปิดไฟเลี้ยวหรือให้สัญญาสักนิด ช่วยลดอุบัติเหตุได้

4) อย่าขับรถเปลี่ยนหรือ คล่อมเลนไปมา การขับรถเปลี่ยนเลนไปมาซ้ายขวา หรือคล่อมเลนไม่เลือกสักเลน รถคันหลังก็ไม่ทราบว่าจะไปเลนไหน อาจเกิดเบียดกันจนชนได้

5) อย่าขับปาดหน้า หรือแซงที่เส้นทึบ บริเวณจุดเสี่ยง เส้นจราจรจะเป็นเส้นทึบเพื่อห้ามเปลี่ยนเลน แต่มักพบพฤติกรรมมักง่ายที่ขับแทรก ปาดหน้าแซงแถวจนเกิดอุบัติเหตุ รถติดหนักกว่าเดิม

6) หยุดขับช้าและแช่ที่เลนขวา เลนขวามีไว้สำหรับขับแซงไปข้างหน้า ถ้ามีรถที่เร็วกว่าต้องการแซง ก็ต้องหลบซ้ายเท่าที่กระทำได้ ไม่ควรขับช้าๆ บนเลนขวาสุด เพราะรู้สึกสะดวกไม่ต้องหลบรถคันอื่น
 
7) อย่าขับรถประชิดติดกับคันหน้า ต้องมีระยะห่างสำหรับหยุดรถขณะเกิดเหตุฉุกเฉิน
 
8) อย่าวิ่งสวนเลน หรือเปิดเลนใหม่เอง นอกจากทำให้รถอีกฝั่งไม่มีเลนวิ่งแล้ว อาจทำให้รถติดไปทั้งหมด เพราะถอยไม่ได้ เกิดอุบัติเหตุก็ง่ายด้วย
 
9) จงทำตามเครื่องหมายจราจรโดยเคร่งครัด ป้ายเครื่องหมายจราจรที่ติดตั้งไว้ มีเพื่อให้ทำตามกฎจราจรและลดอุบัติเหตุ จึงไม่ควรหลีกเลี่ยงไม่ทำตาม

10) ลดการเปิดไฟสูง หรือไฟตัดหมอกถ้าไม่จำเป็น ไฟสูงหรือไฟตัดหมอกมีความสว่างกว่าปกติ เป็นแสงแยงตา รบกวนสายตาของทั้งผู้ขับขี่ และใช้ทางเท้า คนที่โดนสาดแสงวาบ อาจทำให้ทำตาพร่าไป 2-3 วินาที ไม่สามารถเห็นทาง อุบัติเหตุก็เกิดตามม
 

หากทุกคนมีจิตสำนึก มีน้ำใจแก่กัน ทำตามกฎจราจร เลิกเป็นคนเห็นแก่ตัว มักง่ายก็จะช่วยลดอุบัติเหตุต่างๆไปได้มาก และอุ่นใจเพิ่มได้ด้วยการรเลือกทำประกันภัยรถยนต์กับบริษัทที่ไว้วางใจได้

สนใจจประกันรถรถ คลิ๊ก ประกันรถยนต์


10
การดูแลรักษารถยนต์คู่ใจ นอกจากการบำรุงรักษาเครื่องยนต์แล้ว การล้างรถก็มีความสำคัญ เพราะการขับรถยนต์ต้องเผชิญกับฝนตก และฝุ่นควันที่ส่งผลต่อความสะอาดของรถยนต์ บางครั้งก็ไม่สามารถล้างรถเองได้ต้องอาศัยร้านบริการที่เชี่ยวชาญ วันนี้จึงนำเคล็ดลับเพื่อจะได้ลองนำไปใช้พิจารณาหาร้านล้างรถที่ชำนาญ และล้างได้ถูกใจ

1. ความสะอาดเป็นข้อพิจารณาสำคัญที่สุด เพราะการนำรถยนต์ไปล้างก็เพื่อให้รถยนต์กลับมาสะอาดเอี่ยมเหมือนใหม่อีกครั้ง ให้ลองสอบถามกับผู้ที่เคยรับบริการล้างรถว่า ได้รับบริการอย่างไร ภายนอก และภายในสะอาดถูกใจหรือไม่ นอกจากนี้ ความสะอาดของสถานที่ให้บริการก็นับว่าเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน เพราะระหว่างนำรถยนต์เข้าไปล้าง หรือขัดเงา ก็ต้องแวะพัก ติดต่อ รวมถึงใช้ห้องน้ำที่ควรจะเน้นให้สะอาดเป็นพิเศษไว้รองรับกับลูกค้า ถ้าไปเจอห้องน้ำไม่สะอาด ขยะรกร้าน ก็อาจทำให้รู้สึกว่า บริการล้างรถจะสะอาดได้อย่างไร

2.ความสามารถในการล้างรถ ทำความสะอาดแบบทุกซอกทุกมุม ทั้งเบาะ แผงคอนโซล ช่องแอร์ หน้าต่าง และจุดอื่นๆ ซึ่งอาจลองค้นหาข้อมูลผู้ใช้บริการ และโทรศัพท์หาร้านเพื่อสอบถามข้อมูลให้แน่นอนว่า ทางร้านล้างรถได้รับใบรับรอง เคยฝึกอบรม มีประสบการณ์ใช้อุปกรณ์ทำความสะอาดรถยนต์อย่างถูกวิธี รับประกันรถยนต์ที่เข้ามาใช้บริการว่าจะไม่เกิดความเสียหาย

3. ค่าใช้จ่ายในการบริการ ควรให้ร้านล้างรถได้พอทราบถึงสภาพของรถ และบริการที่ต้องการ เพื่อเสนอราคา และลองเปรียบเทียบกับร้านอื่นในบริเวณใกล้กัน หรือ ที่สะดวกไปใช้บริการ

4. คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการล้าง และทำความสะอาดรถยนต์ ถามร้านบริการล้างรถอย่างตรงไปตรงมาถึงผลิตภัณฑ์ที่ใช้ เนื่องจากส่วนใหญ่ หลายร้านน่าจะใช้น้ำยาทำความสะอาดตามท้องตลาดและสารเคมีออกฤทธิ์แรง ราคาไม่แพง เพื่อจะได้เก็บค่าบริการที่ถูก แต่อาจทำลายสี หรือตัวถังรถยนต์ ควรเลือกใช้น้ำยาสูตรเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม กลิ่นไม่ฉุ ระเหยไปได้ง่าย ไม่ตกค้างอยู่ภายในรถยนต์หลังร้าน

5. ความสะดวกสบายในการรับบริการ โดยพิจารณาตั้งแต่การติดต่อ เว็บไซต์ หรือตัวอย่างงานให้พิจารณา การเดินทางนำรถไปจอดให้ล้าง และสามารถเดินทางไปทำธุระอื่น ๆ ระหว่างรอล้างรถยนต์ หรือ อยู่ในบริเวณห้างสรรพสินค้า สามารถแวะพักรับประทานอาหาร หรือดื่มกาแฟ รอได้

6. ระยะเวลาในการล้างรถยนต์ ซึ่งตามปกติ ร้านบริการล้างรถใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ 2 ชั่วโมง ถ้ารถยนต์สกปรกมาก มีคราบหลายตำแหน่ง การรีบเร่งให้ร้านล้างโดยเร็ว อาจทำได้ไม่สะอาดหมดจด ถ้ารอล้างนานก็อาจไปไม่ทันตามการนัดหมาย การสอบถามถึงระยะเวลาที่ใช้ในการล้างรถ จึงถือว่ามีความสำคัญยิ่ง เพื่อจะได้เตรียมตัว วางแผนเผื่อเวลาในการล้างรถไว้ล่วงหน้าได้เหมาะสมกับการบริหารเวลาส่วนตัว

7. ความสามารถตรวจสอบงาน โดยก่อนชำระเงินค่าบริการ และขับรถยนต์ออกไป มีโอกาสตรวจงานได้ละเอียด เพื่อแน่ใจว่าได้ทำความสะอาดรถจนพึงพอใจ และตรงตามความต้องการที่ตกลงไว้ วิธีการพิจารณาก็ เช่น หากมีเบาะนั่งสำหรับเด็กติดรถ ก็ควรสำรวจตรวจดูว่าถูกถอดออกมาทำความสะอาดด้านล่างหรือไม่ ดูดฝุ่นทุกซอก นำขยะที่มีในช่วงล้างรถไปทิ้งเรียบร้อยแล้วหรือยัง เป็นต้น

เมื่อล้างรถคันโปรดสะอาดถูกใจแล้ว ควรตรวจสอบประกันรถยนต์ที่ใช้ด้วยว่าคุ้มครองตามความต้องการ และค่าเบี้ยเหมาะสมหรือไม่ สนใจคลิก ประกันรถยนต์

11
เจ้าของรถยนต์เกือบทุกคนย่อมรักรถ และต้องการดูแลอย่างดีที่สุด บางครั้งลงมือทำความสะอาดด้วยตัวเองแต่สำหรับบางท่านที่เป็นมือใหม่ในการล้างรถ อาจยังไม่ทราบเกี่ยวกับข้อควรคำนึงถึงในการดูแลทำความสะอาด ซึงส่งผลทำให้เกิดรอยบนผิว หรือปัญหาอื่นๆที่เรื้อรังต่อไปในอนาคต ดังนั้นการเข้าใจวิธีการล้างรถที่ถูกต้องแบบฉบับเบื้องต้นที่นำมาบอกเล่ากัน จึงช่วยทำให้รถของท่านไม่เสี่ยงต่อปัญหาหนักใจดังกล่าว และกลับมาเงางามดูใหม่ได้ไม่ยาก เพียงแค่อย่าไปปฏิบัติสิ่งเหล่านี้

1. ห้ามใช้ไม้ปัดขนไก่ เพราะทำให้เกิดรอยขนแมว และยากจะขัดออก ซึ่งคนส่วนมากจะเข้าใจผิดมาตลอดว่าสะดวก ขจัดฝุ่นได้ดีและรวดเร็ว เหมือนเห็นในละครยุคหนึ่ง พอรถมีฝุ่นจับก็จะหยิบไม้ปัดขนไก่มาเช็ดฝุนออก แต่ความจริงแล้วขนตามไม้ปัดนั้นเมื่อไปติดรวมกับฝุ่นที่บ้างครั้งอาจเป็นเม็ดทราย สามารถทำให้เกิดริ้วรอยที่ชั้นแล็คเกอร์ ทำให้รถยนต์สุดรักเป็นรอยขนแมว ขัดออกลำบากภายหลัง รู้แบบนี้แล้วมือใหม่ก็ควรต้องเลิกใช้ทันที

2. ไม่ควรฉีดน้ำแรงๆ เพื่อชะล้างคราบโคลน สกปรกออกก่อนล้างรถด้วยฟองน้ำ เพราะฝุ่นโคลนอาจจะไม่หลุดออกหมด เมื่อเช็ดล้างด้วยฟองน้ำและน้ำยาจะทำให้เกิดรอย ดังนั้นการล้างรถที่ถูกต้องควรฉีดน้ำเปล่าเบาๆแล้วต้องใช้มือลูบให้ทั่วเพื่อขัดฝุ่นออกจากสีก่อนลงฟองน้ำและน้ำยาล้างรถจริง เมื่อเริ่มลงมือล้างแล้ว ให้ล้างเสร็จเป็นส่วน ๆ กล่าวคือ ถูน้ำยาตรงไหนเสร็จก็ให้ล้างน้ำออกเลย จากนั้นจึงย้ายไปล้างส่วนอื่นต่อจนครบทั่วทั้งคัน

3. อย่านำผงซักฟอกหรือน้ำยาล้างจานมาใช้มาล้างรถ เพราะเน้นสะดวกและประหยัด ตามความเคยชินที่เห็นว่าทำความสะอาดสิ่งของต่างๆ ได้ แม้ว่าการล้างรถคือการทำความสะอาดรถยนต์เหมือนสิ่งของทั่วไป แต่สิ่งที่แตกต่างนั้นคือการล้างรถยังต้องการความเงางาม หากใช้ผงซักฟอกและน้ำยาล้างจานจะไปชะล้างส่วนของแว็กเคลือบชั้นแล็คเกอร์ออกไปพร้อมกันด้วย ทำให้สีรถดูหมองไม่เงาเงาม และชั้นแล็คเกอร์เสื่อมสภาพไวเป็นปัญหาต่อไปอีกด้วย

4. อย่ารีบล้างรถทันทีขณะที่ตัวถังยังร้อนอยู่ หลังจากเพิ่งขับมาไกลๆ หรือหลังจอดตากแดดนานๆ เพราะความร้อนจะทำให้เกิดคราบน้ำติดตัวรถได้ง่าย ทั้งนี้การล้างรถนั้นควรทำเป็นประจำทุกสัปดาห์เพื่อให้สีรถดูดี ไม่ควรรอให้คราบสกปรกสะสมจนหนาแล้วถึงค่อยล้างทีเดียว ยิ่งถ้าเป็นพวกซากแมลง ขี้นก และใบไม้แห้งที่ติดตามตัวรถแล้ว ควรรีบล้างออกไปให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้

5. เลิกนำเสื้อผ้าเก่าๆมาเช็ดแห้ง เพราะเห็นว่าช่วยลดโลกร้อน นำของเก่าที่เหลือใช้มาทำประโยชน์ ใช้ซับน้ำได้เหมือนกัน แต่ความจริงนั้น เสื้อผ้าเก่าจะสร้างรอยทิ้งไว้บนพื้นผิวรถยนต์หลังจากเช็ด โดยเฉพาะผ้าฝ้ายจะมีรอยผ้าหลุดติดมาได้ การเช็ดแห้งควรหาซื้อผ้าสำลี หรือใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ ซึ่งเป็นผ้าเฉพาะสำหรับการเช็ดแห้ง แต่ถ้ายังต้องการประหยัดอาจนำเสื้อผ้าฝ้ายเก่าๆ นำมาใช้เช็ดทำความสะอาดกระจกเบาๆอย่างระมัดระวังได้

จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งในการทำความสะอาดรถยนต์ขั้นพื้นฐานที่หลายคนอาจไม่ทราบหรือมองข้ามไปเพราะว่าใช้บริการร้านล้างรถเป็นประจำ การล้างรถเองบางครั้งนี้จะทำให้มีเวลาดูแลตรวจสอบสภาพรถยนต์ และเพื่อการดูแลรถยนต์ในระยะยาวก็อย่าลืมเลือกประกันรถยนต์ที่ไว้วางใจได้ มีอู่ที่พร้อมให้บริการอย่างสะดวกสบาย

สนใจคลิก ประกันรถยนต์

12
รู้หรือไม่ว่า? จริงๆ แล้ว เบาะหนังรถยนต์สามารถทำความสะอาดได้ง่ายกว่าเบาะประเภทอื่นเป็นอย่างมาก แต่คนส่วนใหญ่กลับละเลยเเละขาดความระมันระวังในการใช้งานเพราะเข้าใจว่าเบาะหนังสกปรกยาก ไม่จำเป็นต้องทำความสะอาดบ่อยก็ได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การหมั่นทำความสะอาดเบาหนัง และดูแลรักษาสภาพอย่างต่อเนื่อง จะทำให้ห้องโดยสารรถสะอาด ไม่มีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์และเชื้อโรคร้ายมารบกวน ช่วยให้เดินทางได้อย่างสบายกายเเละสบายใจ วันนี้จึงได้นำเทคนิคในการทำความสะอาดเบาะหนังรถยนต์ มาเล่าสู่กันฟังดังนี้


1. ตรวจสอบน้ำยาขจัดคราบสำหรับเบาะหนังรถยนต์ที่เลือกนำมาใช้ว่าจะไม่ทำลายตัวพื้นผิวเบาะหนังในบริเวณมุมอับนอกระยะการมองเห็น

2. ปรับเปลี่ยนสภาพของคราบแข็งสกปรกที่เกาะติดบนเบาะหนังรถยนต์ ด้วยน้ำยาปรับสภาพหนังก่อนที่จะใช้น้ำยาขจัดคราบป้ายลงไปที่บริวเณที่เป็นคราบ ก่อนทีจะถูน้ำยาดังกล่าวให้ซึมเข้าไปในแผ่นหนัง และทิ้งไว้ประมาณ 30-40 วินาที แล้วจึงเช็คออกด้วยวิธีการซับ ห้ามถู เพราะเบาะหนังจะเปื้อนมากยิ่งขึ้น

3. น้ำที่ใช้ในการทำความสะอาด ควรเป็นน่ำอุ่นที่สะอาดผสมกับสบู่ เพราะสบู่จะความเป็นด่างน้อยกว่าผงซักฟอก รวมถึงสบู่บางยี่ห้ออาจมีส่วนผสมที่ช่วยถนอนสภาพหนัง หรือที่เรียกว่า "มอยเจอร์ไรเซอร์" เเล้วจึงใช้ผ้าสะอาดชุบน้ำอุ่นเเละเช็ดตามคราบที่เประเปื้อนจนคราบสปกรกจางหรือหายไป ทั้งนี้ ห้ามใช้น้ำร้อนโดยเด็ดขาดเพราะอาจทำลายสภาพหนังได้ 

เทคนิคสำหรับทำความสะอาดคราบสกปรกต่างๆ

- รอยน้ำหมึก = ใช้สเปรย์แต่งผมหรือรับบิ้งแอลกอฮอล์ผสมกับน้ำ ฉีดสเปรย์ลงบนรอยแล้วใช้ผ้าสะอาดเปียกหมาดๆ ซับอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้น้ำหมึกที่ละลายไปเลอะส่วนอื่นของเบาะหนัง
- คราบมันหรือคราบน้ำมัน = สำหรับคราบมันหรือคราบน้ำมัน เช่น รอยลิปสติกหรือน้ำมันในอาหาร ให้ใช้ทินเนอร์สูตรน้ำกับผ้าฝ้าย เททินเนอร์ลงในถ้วยแล้วเติมน้ำในปริมาณเท่ากัน จุ่มผ้าลงในถ้วยและนำมาถูตรงรอยคราบ เหยาะเกลือหรือแป้งข้าวโพดลงบนคราบแล้วทิ้งไว้ข้ามคืน เช้ามาให้ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดตรงบริเวณคราบนั้น
- คราบกาแฟ =ที่หกบนเบาะ ใช้น้ำเย็นค่อยๆเช็ด เพื่อทำให้คราบเจือจาง และซับด้วยกระดาษทิชชู จากนั้นฉีดน้ำยาเช็ดกระจกทิ้งไว้ราว 5 นาที จึงใช้กระดาษทิชชูซับอีกครั้งเพื่อลดคราบให้จางลง แต่หากยังมีรอยคราบกาแฟอยู่ ให้ใช้น้ำยาล้างจานผสมน้ำอุ่นถูบริเวณหนังนั้นและใช้กระดาษทิชชูซับ แล้วใช้ที่เป่าผมเป่าให้แห้ง โดยให้ห่างจากเบาะหนังสัก3-4 นิ้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ความร้อนทำลายสภาพหนัง
- คราบบอาเจียน =ต้องรีบเช็ดเศษอาเจียนและละลายคราบให้จางลงด้วยน้ำเย็นทันทีจะได้ไม่ซึมเข้าเบาะ จากนั้นใช้สบู่ผสมน้ำอุ่น และผงฟูซึ่งช่วยดูดกลิ่นเหม็น นำไปซับตรงรอยคราบ จากนั้นเป็นให้สะอาดอีกรอบหนึ่ง

4. หลังจากที่ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำสะอาดเช็ดบริเวณที่ทำความสะอาดคราบเปื้อนจนสะอาดตามขั้นตอนที่กล่าวมาแล้วให้นำผ้าสะอาดที่แห้งอีกผืน เช็ดเบาะให้แห้ง


5. ขั้นตอนสุดท้าย อาจจะทาครีมช่วยทำความสะอาดเบาะพร้อมเคลือบเงา เพื่อถนอมเบาะหนัง แล้วทิ้งให้แห้งสนิท ทั้งนี้การใช้น้ำยาเคลือบเบาะ ไม่ควรใช้มากไปเพราะน้ำยาจะเข้าไปฝั่งอยู่ภายในทำให้หนังนุ่มดูเหมือนใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไปสารจะค่อยๆเสื่อมคุณภาพ เกิดความหนืดสูง หนังจะแข็งขึ้น

 

สนใจประกันภัยรถยนต์ ประกันรถยนต์

13
สรุป 9 รายการสัญญาณเสี่ยงของรถยนต์ที่สื่อว่ารถของเรากำลังจะมีปัญหา เเต่!! สามารถป้องกันได้ด้วยการหมั่นตรวจสอบและเช็คสภาพรถยนต์เป็นประจำ หรือนำรถยนต์เข้ารับการตรวจสอบสภาพโดยละเอียดที่ศูนย์บริการ โดยสัญญาณเตือนที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษก่อนรถจะเกิดปัญหามีดังต่อไปนี้


1. เบรก
- เบรกรถแล้วมีเสียงเสียดสีเหมือนหนูร้องทั้งหน้าด้านหรือหลังรถ เพราะผ้าเบรกรถกำลังจะหมด ทำให้ชุด จานเบรกอาจเสียหายได้
- แม้ไม่ได้ลุยน้ำ แต่เบรกลื่น หยุดรถไม่ได้ เบรกแล้วรถปัดไปข้างใดข้างหนึ่ง
- แป้นเบรกจมลึกลงไป เมื่อถอนเท้าออกมาแล้ว


2. ยาง
- ยางบวมจนทำให้รถยนต์สั่น เนื่องจากยางหมดอายุ
- ดอกยางตรงกลางล้อ สึกหรอมากกว่าขอบ แสดงว่าเติมลมแข็งเกินไป
- ดอกยางขอบล้อ สึกหรอมากกว่าตรงกลาง แสดงว่าเติมลมอ่อนเกินไป
- ดอกยางสึกหรอข้างใดข้างหนึ่ง แสดงว่ามุมแนวตั้งของยางไม่ตรง
- ดอกยางเป็นบั้ง แสดงว่าแนวของยางไม่ขนานกับแนวเคลื่อนที่ของรถ


3. เกียร์
- มีเสียงดังขณะอยู่ที่เกียร์ว่าง หรือเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่งอยู่
- เปลี่ยนเกียร์ยาก มีอาการติดขัด หรือต้องขยับอยู่นาน
- มีเสียงดังขณะเข้าเกียร์และเหยียบคลัตซ์แล้ว


4. พวงมาลัย

- พวงมาลัยหนัก หรือต้องใช้แรงมากผิดปกติในการบังคับเลี้ยว
- พวงมาลัยหลวมเกินไป โดยมีระยะฟรีเกิน 1 นิ้ว
- พวงมาลัยสั่นในขณะขับ ยิ่งขับเร็วขึ้นไปอีกก็ยังสั่นเพิ่มขึ้นไปมากกว่าเดิม พอเพิ่มความเร็วขึ้นไปอีกระยะ
หนึ่งกลับสั่นน้อยกว่าเดิมหรือบางคันสั่นมากเหมือนจะสั่นกันไปทั้งคัน


5. คลัตซ์
- คลัตซ์ลื่น หรือเข้าคลัตซ์ไม่สนิท หรือเหยียบแป้นคลัตซ์แล้ว แต่ยังเข้าเกียร์ได้ยาก
- คลัตซ์มีเสียงดัง เมื่อเหยียบแป้นคลัตซ์
- แป้นคลัตซ์สั่นขึ้นลง ขณะกำลังขับควรนำรถ


6. การสตาร์ทรถ
- ใช้เวลานานกว่าจะติด เกิน 30 วินาทีโดยประมาณ อาจเพราะแบตเตอรี่เสื่อมสภาพหรือมอเตอร์สตาร์ทเสีย


7. น้ำมัน และ การเผาไหม้เชื้อเพลิง
- ควันดำจากรถดีเซล เกิดได้จากการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์มาจากหลายสาเหตุได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิงคุณภาพต่ำ กรองอากาศอุดตัน ปรับแต่งปั๊มหัวฉีดไม่เหมาะสม
- ควันขาวจากรถเบนซินมัก แสดงว่ารถยนต์มีปัญหาในการเผาไหม้
- รอยน้ำมันหยดจากใต้ท้องรถ ซึ่งเกิดหลายสาเหตุต้องรีบตรวจสอบ
- อาการเหยียบคันเร่งแล้วรถตอบสนองช้ากว่าที่เคยเป็นแต่ไม่มีรอยน้ำมันรั่ว อาจต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องใหม่ แต่ถ้าเปลี่ยนแล้วแต่ก็ยังเหมือนเดิมก็ต้องตรวจดู ตัวกรองอากาศและกรองน้ำมันเชื้อเพลิง


8. เครื่องยนต์
- เครื่องร้อน หรือเย็นจัดเกินไป ไม่สัมพันธ์กับระยะทางที่ขับ เข็มวัดอุณหภูมิยังไม่เคลื่อนที่ หรืออุณหภูมิสูงเกินไป มีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนต์
- เสียงเครื่องดังผิดปกติ เหมือนเหล็กกระทบกัน หรือเสียงน็อก (knocking)


9. ไฟชาร์จ
- เมื่อสตาร์ทรถติดแล้ว ไฟชาร์จจะสว่างแล้วดับลง แต่ถ้าไฟชาร์จไม่สว่าง หรือสว่างแล้วไม่ยอมดับ อาจเกิดจากไดชาร์จผิดปกติหรือสาเหตุอื่นจากสัญญาณความผิดปกติที่เกริ่นมาข้างต้น บางส่วนสามารถเคลมประกันรถยนต์ได้ ดังนั้นควรพิจารณาเลือกทำประกันภัยรถยนต์ที่ไว้วางใจได้จะได้อุ่นใจในการขับขี่ทุกครั้ง



เปรียบเทียบประกันรถยนต์ คลิก ประกันรถยนต์

14
ทราบหรือไม่? ตั้งแต่วันที่ 18 ส.ค. 60 ที่ผ่านมา ราชกิจจานุเบกษาได้มีประกาศเกี่ยวกับมาตรฐานใบสั่งจราจรรูปแบบใหม่ ทั้งในรูปแบบของการเขียนและรูปแบบใบสั่งจัดส่งทางไปรษณีย์ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐานและเปิดโอกาสให้ผู้ขับขี่ที่ได้รับใบสั่งปรับ สามารถโต้แย้งเจ้าพนักงานได้อย่างสะดวกใจในกรณีที่ไม่ได้กระทำผิด วันนี้จึงนำรายละเอียดเบื้องต้นเกี่ยวกับใบสั่งรูปแบบใหม่นี้มาฝากกัน

รายการปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติมใบสั่งจราจรรูปแบบใหม่ กล่าวคือ ปรับปรุงเนื้อหา เพิ่มเติมข้อความภาษาอังกฤษให้มีความทันสมัย เพิ่มคำเตือน เพิ่มการปฏิเสธการกระทำความผิดตามใบสั่งในกรณีที่ผู้ขับขี่รถยนต์เห็นว่าการออกใบสั่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย รวมถึงสามารถปฏิเสธข้อหาได้ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจจะบันทึกข้อมูลการปฏิเสธในใบสั่ง เพื่อให้ผู้ได้รับใบสั่งไปพบพนักงานสอบสวนให้ตรวจสอบภายใน 15 วัน หากผู้ได้รับใบสั่งไม่ได้กระทำผิดจริง จึงจะดำเนินการยกเลิกให้ รวมถึงมีหมายเลขบาร์โค้ดเพื่อเพิ่มความสะดวกในการชำระเงินผ่านทางธนาคารได้ และมีการบันทึกมาตรการด้านคะแนนของผู้ขับขี่ในการกระทำความผิดจราจรในใบสั่งจราจร รวมทั้งมีการระบุชื่อ-ยศ ของผู้ออกใบสั่งให้ชัดเจนขึ้น

นอกจากนี้ใบสั่งที่จัดส่งทางไปรษณีย์ จะบันทึกข้อมูลคะแนนใน 27 ข้อหาหลัก เพื่อให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเก็บสถิติข้อมูลการกระทำผิดต่างๆ ได้อย่างชัดเจน โดยเชื่อมั่นว่าจะช่วยลดปัญหาทุจริตเงินค่าปรับ การเรียกรับสินบนของเจ้าพนักงานจราจรได้แน่นอน ซึ่งการบันทึกข้อมูล สถิติข้อหาการกระทำผิดกฎหมายจราจร จะทำให้ตำรวจนำมาวางแผนป้องกันอุบัติเหตุได้มากขึ้น สำหรับใบสั่งรูปแบบใหม่มีทั้งหมด 3 แบบ คือ

1.ใบสั่งทั่วไปที่เขียนด้วยมือเมื่อประชาชนถูกจับ จะใช้แทนใบอนุญาตขับขี่ได้เหมือนใบสั่งรูปแบบเก่าไม่เกิน 7 วัน แต่จะเพิ่มระบบบาร์โค้ดลงไปด้วย
2.ใบสั่งทางไปรษณีย์ สำหรับการถูกตรวจจับผ่านระบบเทคโนโลยีการตรวจจับระบบเรดไลท์คาเมล่า หรือกล้องจับฝ่าไฟแดง ระบบกล้องตรวจจับความเร็ว
3.ใบสั่งสำหรับเครื่อง E-Ticket

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะมีใบสั่งจราจรแบบใหม่ที่ยุติธรรมมากขึ้นในสายตาของผู้ขับขี่รถยนต์ แต่สิ่งสำคัญคือการปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด เพื่อที่จะไม่ต้องเกิดอุบัติเหตุ และได้รับใบสั่งรูปแบบใดเลย พร้อมเพิ่มความอุ่นใจด้วยประกันภัยรถยนต์ที่พร้อมดูแลในทุกการขับขี่ สนใจคลิก ประกันรถยนต์

15
ช่วงฝนตกหนัก ฟ้ามืด ไฟหน้ารถจึงมีความสำคัญยิ่ง ที่จะทำให้เห็นเส้นทางชัดเจน และลดอุบัติเหตุ แต่จากการที่ฝนตกหนักนี่เอง หรือตากแดดจ้าเป็นเวลานาน อาจทำให้ไฟหน้ารถขุ่นมัว วันนี้จึงมีทริคดีๆ มาเสนอแนะเพื่อจัดการให้ไฟรถยนต์กลับมาสว่างไสวได้อีกครั้ง ก่อนลงมือทำความสะอาดต้องประเมินคราบหมอง ดังต่อไปนี้

- คราบเหลืองจากแสงแดด ถ้าเป็นคราบลักษณะนี้ สังเกตว่าเมื่อมองเข้าไปภายในตัวโคม จะเห็นว่ายังใสเป็นปกติอยู่ แต่จะขุ่นเหลืองเฉพาะแผ่นพลาสติคด้านนอก วิธีแก้ไขให้ขัดข้างนอกอย่างเดียวได้

- คราบขุ่นเหลืองออกคล้ำๆ ภายในโคม ถ้ามองเข้าไปในโคมแล้วเกิดคราบดำคล้ำๆ บริเวณรอบเบ้าโคม แสดงว่าคราบเหล่านั้นมาจากภายในโคมเพราะ มีน้ำเล็ดลอดเข้าไปภายในโคม ต้องถอดมาทำความสะอาดแยกส่วนประกอบ

- คราบดำบริเวณใกล้หลอดไฟ เหมือนรอยไหม้ แสดงว่าเกิดจาก ความร้อนของหลอดไฟสูงเกินไป จนทำให้แผ่นสะท้อนในโคมเกิดไหม้ ทำความสะอาดไม่ได้ ต้องซื้อใหม่อย่างเดียว

หลังจากประเมินแล้ว ก็เตรียมอุปกรณ์ต่างๆ คือ 1.กระดาษทรายเบอร์ 2,000  2.น้ำยาทำความสะอาดโคมไฟ,ขัดสีรถ,เคลือบสีรถ 3.ผ้าขนแกะ ฟองน้ำ ผ้าสะอาด 4.กระป๋องฉีดน้ำ 5.เครื่องขัดสี (ถ้าไม่มีก็ใช้มือขัดเอาได้) แล้วมาเริ่มขั้นตอนการทำความสะอาดโคม ดังนี้

1. เริ่มจากเปิดฝากระโปรงหน้าขึ้น นำกระบอกฉีดน้ำ ใส่น้ำแล้วฉีดลงบนโคมไฟให้ทั่วทั้งโคม
2. ใช้กระดาษทรายเบอร์ 2,000เริ่มขัดเอาคราบเหลืองออกจากโคมไฟพร้อมกับฉีดน้ำล้างไปด้วย
3. ใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้แห้ง แล้วนำน้ำยาขัดไฟหน้ามาทาให้ทั่วทั้งโคมไฟ
4. นำผ้าขนแกะ ประกอบเข้ากับเครื่อง แล้วปั่นให้ทั่วบริเวณโคมไฟ (ถ้าไม่มีเครื่อง ให้ใช้ผ้าออกแรงถูจนหมดคราบน้ำยา
5. ปั่นหมดคราบน้ำยาจนสังเกตเห็นว่าคราบเหลืองจะหายไป เสร็จแล้วต้องใช้ผ้าสะอาดเช็ดให้หมดคราบ
6. เปิดขวดน้ำยาขัดสีแล้วป้ายบนรถเป็นส่วนๆ ทั้งโคมไฟ แล้วนำฟองน้ำประกอบกับตัวเครื่องปั่น
7. ปั่นโคมไฟด้วยฟองน้ำให้ทั่วทั้งโคมไฟ โดยบริเวณไหนที่เป็นคราบลึก ให้ปั่นนานๆ หน่อย จนโคมเริ่มใสแล้ว ก็ใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบออกให้หมดอีกครั้ง
8. นำน้ำยาเคลือบสีรถยนต์ มาทาให้ทั่วทั้งโคมไฟ และประกอบผ้าเคลือบกับเครื่องปั่นอีกครั้ง
9. ปั่นน้ำยาเคลือบให้ทั่วทั้งโคม เมื่อเสร็จแล้วใช้ผ้าเช็ดออกให้หมด แล้วตรวจสอบรอยต่างๆ อีกครั้ง จนแน่ใจแล้วว่าสะอาดเรียบร้อย แล้วจึงปิดฝากระโปรงลง

นอกจากทำความสะอาดไฟส่องสว่างให้สดใสแล้ว ก็ควรคำนึงถึงการประกันภัยรถยนต์ที่ดีให้การขับขี่สบายใจมากขึ้นอีกด้วย สนใจคลิก ประกันรถยนต์


หน้า: [1] 2