ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
สมัครสมาชิกคลับ!! | กฏกติกามารยาท | กฏระเบียบห้องซื้อขาย-ร้านค้า
**ท่านใดพบปัญหาการสมัครสมาชิกด้วยสมาร์ทโฟน แนะนำให้สมัครสมาชิกโดยใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ก่อน จากนั้นค่อยใช้สมาร์ทโฟนล๊อกอินเล่นตามปกติ**
ช่องทางสำรองครับ อย่าลืมแอ๊ดเข้ากลุ่มกันไว้ด้วยนะ >> http://www.facebook.com/groups/HondaMobilioClubThailand/

แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - tawann8

หน้า: [1]
1
อาการบางอย่างของรถบอกว่ามีความผิดปกติของเครื่องยนต์แล้ว เราไม่ควรนิ่งนอนใจ เพราะอาจนำไปสู่การความเสียหายเครื่องยนต์ที่มากขึ้น หรืออาจทำให้เครื่องยนต์ดับระหว่างเดินทางได้ อาการกระตุกของรถเหมือนจะดับ บางครั้งกระตุกตอนออกรถบ้าง หรือวิ่งไปอยู่ดีพอชะลอรถรถก็กระตุก เกิดจากอะไร วันนี้มีข้อมูลมาแนะนำกันดังนี้

ปัญหาที่รถพบอาการรถกระตุกเมื่อสตาร์ทหรือขณะขับรถ อาจเกิดจากสาเหตุดังนี้

1. เกิดจากไส้กรองอากาศสกปรก
เครื่องยนต์กระตุกอาจเกิดจากไส้กรองอากาศ ที่มีสิ่งสกปรกอยู่มากเกินไป หรือมีฝุ่นจับตัวกันอย่างหนาแน่น ทำให้อากาศไม่สามารถข้าไปที่ห้องเผาไหม้ได้  ส่งผลทำให้ เครื่องยนต์กระตุก และเครื่องยนต์สั่นได้เช่นกัน
วิธีแก้ไข คือ เป่าไล่ฝุ่นออกสำหรับไส้กรองอากาศ ที่มีความสกปรกน้อย แต่ถ้าสกปรกมากแนะนำให้เปลี่ยนไส้กรองอากาศใหม่ดีที่สุด
การปล่อยให้ไส้กรองอากาศ จนฝุ่นเข้าจับตัวกันอย่างหนาแน่น ก็จะส่งผลทำให้เกิด เครื่องยนต์กระตุก ท่อไอเสียเป็นสีดำ แถมยังกินน้ำมันได้ อีกด้วย ซึ่งโดยทั่วไปอายุการใช้งานของ ไส้กรองอากาศ ควรจะต้องเปลี่ยนทุกๆ 10,000 กิโลเมตร

2.  เกิดจากบริเวณจุดหัวเทียนหลวม
ทำให้เกิดกระแสไฟไม่สม่ำเสมอได้ จนหัวเทียนไม่มีไฟไปจุดระเบิดในแต่ละรอบของลูกสูบนั่นเอง แก้ไขโดยการถอด-เสียบต่อใหม่, ขยับปลั๊กให้แน่น จานจ่ายไฟเช็คเหมือนกับตรงจุดหัวเทียน แต่ถ้าลองแล้วรู้สึกไม่แน่นและปลายสายเป็นโลหะให้ใช้คีมบีบเพื่อให้ตัวโลหะล็อคแน่นขึ้น

3. เกิดจากหัวเทียนบอด
ควรเปลี่ยนหัวเทียนใหม่  หากเช็คเรื่องสายไฟที่หัวเทียนแล้วยังมีอาการอยู่อาจจะเกิดจากหัวเทียนบอดหรือเสียก็ได้ วิธีสังเกตหัวเทียนว่าทำงานหรือไม่ ให้ใช้มืออังใกล้ๆ หัวเทียนหลังจากดับเครื่อง หากรู้สึกอุ่นหรือร้อนแสดงว่าหัวเทียนยังทำงานอยู่ ถ้าเย็น หัวเทียน อาจจะบอดหรือเสียแล้ว ควรเปลี่ยน หรือจะใช้วิธีตรวจการทำงานหัวเทียนด้วยการสัมผัสแรงสั่นสะเทือนจากสายไฟใกล้กับหัวเทียนแต่ละอันก็ได้ แต่ควรจะใช้อุปกรณ์แตะเพื่อรับแรงสั่นเช่น ไขควง หรือแท่งที่สามารถยื่นไปแตะได้ ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในการทำงาน

4. เกิดจากวาล์ว ลิ้นปี่ล่าง สกปรก
ควรทำการล้างปีกผีเสื้อ ว่าอาการกระตุกจะหายหรือไม่

5. เกิดจากน้ำมันไม่ได้คุณภาพ 
น้ำมันที่ไม่ได้คุณภาพจากน้ำมันผสมน้ำ หรือมีตะกอนอยู่ ลองปล่อยให้น้ำมันของเก่าหมดถังค่อยเติมใหม่  ให้ทดลองเปลี่ยนปั๊มน้ำมัน ว่าอาการกระตุกจะหายไหม

6. เกิดจากเครื่องยนต์ทำงานขัดข้องหรือถังน้ำมันรั่ว
ทำให้มีอากาศเข้าไปในตัวถังจนเกิดการเผาไหม้ไม่สม่ำเสมอ  ควรนำรถไปตรวจสอบสภาพทันที

กรณีประสบปัญหาเพลิงไหม้รถยนต์
ผู้ขับขี่ควรตั้งสติ แล้วรีบนำรถจอดข้างทางทันทีและดับเครื่องยนต์ เพื่อตัดระบบไฟฟ้าทันที แต่หากเป็นรถที่ใช้ระบบก๊าซ ต้องรีบปิดวาล์วถังทันที แต่หากเกิดเพลิงไหม้เพียงเล็กน้อย ให้เจ้าของรถยนต์นำผ้าแห้งหรือผ้าที่เปียกน้ำหรือทรายมาโปะ หรือตบบริเวณที่เกิดไฟไหม้ หรือเจาะปากขวดน้ำที่มีน้ำเป็นรูเล็กๆ แล้วฉีดบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้ และหากยังไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ให้รีบหนีออกห่างจากรถที่ เกิดเพลิงไหม้โดยเร็วที่สุด แต่หากเป็นรถที่ใช้ระบบก๊าซควรรีบปิดวาล์วถังก๊าซ หากเป็นวาล์วอัตโนมัติให้เปิดฝากระโปรงแบบแง้มไว้พร้อมดับไฟ

เพิ่มความคุ้มครองให้กับรถยนต์ของท่าน จากเหตุการณ์ไม่คาดคิด เลือกสินมั่นคงประกันภัย..ประกันรถ ประกันเวลา..วางใจทำประกันรถยนต์กับเรา ด้วยเบี้ยที่ไม่แพง พร้อมบริการที่สะดวก รวดเร็ว สนใจคลิก ประกันรถยนต์

2
แม้ในปัจจุบันนี้หลายหน่วยงานพยายามที่จะรณรงค์ให้ประชาชนในเขตเมืองโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพมหานครหันมาเดินทางด้วยระบบขนส่งสาธารณะเพื่อบรรเทาปัญหาการจราจรติดขัด ลดปัญหามลภาวะเป็นพิษและฝุ่นควัน แต่ด้วยระบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้ครอบคลุม อาจทำให้ต้องมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเบื้องต้นไปก่อน
หนึ่งในทางออกของปัญหาจราจรที่เห็นได้ชัดคือการใช้ทางด่วนพิเศษ เพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางรถติด ( อ่านเทคนิคการขับขี่บนทางด่วน คลิก ) แต่ก็ต้องแลกมากับการชำระค่าผ่านทางที่มีการเรียกเก็บค่าบริการต่างกัน ขึ้นอยู่กับระยะทางและผู้ให้บริการสัมปทานในเส้นทางนั้น แล้วทางด่วนในประเทศไทย มีทั้งหมดกี่เส้นทาง? ค่าทางด่วนแต่ละด่านมีราคากี่บาท? วันนี้มีข้อมูลมาฝากกันค่ะ

ทางด่วนในประเทศไทยมีกี่เส้นทาง?
การทางพิเศษแห่งประเทศไทย หรือ กทพ.  เป็นรัฐวิสาหกิจสังกัดกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบการก่อสร้างหรือจัดให้มีทางพิเศษเพื่อบรรเทาปัญหาจราจรและการขนส่งในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ
ที่ผ่านมา การทางพิเศษฯ ได้ก่อสร้างทางพิเศษและเปิดให้บริการแล้วทั้งสิ้น 7 เส้นทาง รวมเป็นระยะทาง 207.9 กิโลเมตร ซึ่งหากแบ่งตามวัตถุประสงค์ในการเดินทาง จะสามารถแบ่งได้ 4 กลุ่มเส้นทาง ได้แก่

1. เส้นทางสู่ใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร
        • ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ทางด่วนขั้นที่ 1)
        • ทางพิเศษสายบางนา-อาจณรงค์ (ทางด่วนขั้นที่ 3)
        • ทางพิเศษศรีรัช (ทางด่วนขั้นที่ 2)
        • ทางพิเศษฉลองรัช (ทางพิเศษสายรามอินทรา-อาจณรงค์ และทางพิเศษ 13 สายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร)

 2. เส้นทางสู่ภาคตะวันออก
        • ทางพิเศษบูรพาวิถี (ทางด่วนสายบางนา-ชลบุรี)

 3. เส้นทางสู่ภาคเหนือและอีสาน
        • ทางพิเศษอุดรรัถยา (ทางด่วนสายบางปะอิน-ปากเกร็ด)

 4. เส้นทางสู่ภาคใต้ ตะวันออก และตะวันตก
        • ทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์)


ค่าทางด่วนในกรุงเทพ ราคาเท่าไร?
อัตราค่าผ่านทางพิเศษ หรือ ค่าทางด่วนในปัจจุบัน มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2561 เป็นต้นมา โดยเส้นทางที่เข้าสู่ใจกลางกรุงเทพฯ จะมีทั้งหมด 4 เส้นทางด้วยกัน คือ


 1. ทางด่วนขั้นที่ 1 หรือ ทางพิเศษเฉลิมมหานคร เป็นทางพิเศษที่ช่วยให้การเดินทางจากภูมิภาคต่างๆ เข้าสู่ย่านใจกลางกรุงเทพมหานครสะดวกรวดเร็วมากขึ้น มีทั้งหมด 3 เส้นทาง คือ

    • สายดินแดง-ท่าเรือ มีเส้นทางผ่านย่านธุรกิจบริเวณ เพลินจิต, สุขุมวิท, สาทร,พระราม 4, และสถานที่สำคัญ เช่น ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์, ตลาดหลักทรัพย์, สวนลุมพินี, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฯลฯ
    • สายบางนา-ท่าเรือ มีเส้นทางผ่านย่านธุรกิจบริเวณบางนา, อาจณรงค์, คลองเตย, และสถานที่สำคัญ เช่น ศูนย์ประชุมไบเทค, สถานีขนส่งสายตะวันออก, ท่าเรือคลองเตย ฯลฯ
    • สายดาวคะนอง-ท่าเรือ มีเส้นทางผ่านย่านธุรกิจ บริเวณดาวคะนอง, สุขสวัสดิ์, พระราม 3 และสาธุประดิษฐ์


ทางพิเศษเฉลิมมหานคร (ระบบทางด่วนขั้นที่ 1) มีอัตราค่าผ่านทางพิเศษ (บาท/คัน) ดังนี้

รายชื่อด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ   4 ล้อ   6-10 ล้อ   มากกว่า 10 ล้อ
ด่านฯ ดินแดง   50   75   110
ด่านฯ ดินแดง 1   50   75   110
ด่านฯ เพชรบุรี   50   75   110
ด่านฯ สุขุมวิท   50   75   110
ด่านฯ พระราม 4-1   50   75   110
ด่านฯ พระราม 4-2   50   75   110
ด่านฯ เลียบแม่น้ำ   50   75   110
ด่านฯ ท่าเรือ 1   50   75   110
ด่านฯ ท่าเรือ 2   50   75   110
ด่านฯ อาจณรงค์   50   75   110
ด่านฯ สุขุมวิท 62   50   75   110
ด่านฯ บางนา   50   75   110
ด่านฯ สาธุประดิษฐ์ 1   50   75   110
ด่านฯ สาธุประดิษฐ์  2   50   75   110
ด่านฯ สุขสวัสดิ์   50   75   110
ด่านฯ ดาวคะนอง   50   75   110
ด่านฯ อาจณรงค์ 1 (ท่าเรือ)   50   75   110
ด่านฯ อาจณรงค์ 1 (บางนา)   25   50   85
ด่านฯ บางจาก   10   15   30
ด่านฯ อาจณรงค์ 3   50   75   110
 

 2. ทางด่วนขั้นที่ 2 หรือ ทางพิเศษศรีรัช เป็นทางพิเศษที่ช่วยเชื่อมต่อโครงข่ายของทางพิเศษให้เพิ่มมากขึ้น และสามารถเดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจของกรุงเทพมหานคร ด้วยความสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ประกอบด้วย


    • ทางพิเศษศรีรัช ส่วน A เริ่มต้นที่ถนนรัชดาภิเษก ผ่านบริเวณแยกต่างระดับพญาไท (โรงกรองน้ำสามเสน) สิ้นสุดที่ถนนพระราม 9
    • ทางพิเศษศรีรัช ส่วน B เชื่อมต่อส่วน A บริเวณทางแยกต่างระดับพญาไท (โรงกรองน้ำสามเสน) สิ้นสุดแนวสายทางที่บริเวณต่างระดับบางโคล่
    • ทางพิเศษศรีรัช ส่วน C เชื่อมต่อส่วน A บริเวณถนนรัชดาภิเษก สิ้นสุดที่ถนนแจ้งวัฒนะ
    • ทางพิเศษศรีรัช ส่วน D เชื่อมต่อส่วน Aบริเวณถนนพระราม 9 สิ้นสุดที่ถนนศรีนครินทร์
    ทางพิเศษศรีรัช (ระบบทางด่วนขั้นที่ 2) มีอัตราค่าผ่านทางพิเศษ (บาท/คัน) ดังนี้

 

ทางพิเศษศรีรัช (ระบบทางด่วนขั้นที่ 2) มีอัตราค่าผ่านทางพิเศษ (บาท/คัน) ดังนี้

รายชื่อด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ   4 ล้อ   6-10 ล้อ   มากกว่า 10 ล้อ
ด่านฯ ประชาชื่น 1 และ 2   15   20   35
ด่านฯ ประชาชื่น (ขาเข?า)   60   90   140
ด่่านฯ ประชาชื่น (ขาออก)   10   15   30
ด่านฯ รัชดาภิเษก   50   75   110
ด่านฯ บางซื่อ   50   75   110
ด่านฯ บางซื่อ 2   50   75   110
ด่านฯ ย?านพหลโยธิน   50   75   110
ด่านฯ คลองประปา 1   50   75   110
ด่านฯ คลองประปา 2   50   75   110
ด่านฯ สาธุประดิษฐ์ 3   50   75   110
ด่านฯ งามวงศ์วาน 1 และ 2   15   20   35
ด่านฯ อโศก 1   50   75   110
ด่านฯ อโศก 2   50   75   110
ด่านฯ พหลโยธิน 1   50   75   110
ด่านฯ พหลโยธิน 2   50   75   110
ด่านฯ ยมราช   50   75   110
ด่านฯ หัวลําโพง   50   75   110
ด่านฯ สุรวงศ์   50   75   110
ด่านฯ จันทน์   50   75   110
ด่านฯ พระราม 3   50   75   110
ด่านฯ สาทร   50   75   110
ด่านฯ สะพานสว่าง   50   75   110
ด่านฯ อุรุพงษ์   50   75   110
ด่านฯ อโศก 3   25   55   75
ด่านฯ อโศก 4   50   75   110
ด่านฯ พระราม 9   25   55   75
ด่านฯ รามคำแหง   25   55   75
ด่านฯ พระราม 9-1 (ศรีรัช)   25   55   75
ด่านฯ ศรีนครินทร์   25   55   75
 

  3. ทางด่วนขั้นที่ 3 หรือ ทางพิเศษสายบางนา – อาจณรงค์ (ระบบทางด่วนขั้นที่ 3 สายใต้ตอน S1) เป็นทางพิเศษที่ช่วยอำนวยความสะดวกให้สามารถเดินทางจากทางพิเศษเฉลิมมหานครและทางพิเศษฉลองรัช เชื่อมเข้าสู่ทางพิเศษบูรพาวิถีได้ โดยก่อสร้างเป็นทางยกระดับซ้อนบนทางพิเศษเฉลิมมหานคร เริ่มต้นที่จุดต่อเชื่อมทางพิเศษบูรพาวิถี สิ้นสุดที่จุดต่อเชื่อมทางพิเศษฉลองรัชบริเวณอาจณรงค์


   4. ทางพิเศษฉลองรัช (ทางพิเศษสายรามอินทรา-อาจณรงค ์ 13และทางพิเศษสายรามอินทรา-วงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานคร) เริ่มต้นที่ทางพิเศษเฉลิมมหานคร บริเวณอาจณรงค์ (ปลายซอยสุขุมวิท 50) ตรงไปทางทิศเหนือบรรจบกับถนนวงแหวนรอบนอกกรุงเทพมหานครด้านตะวันออกบริเวณซอยจตุโชติ

 

ทางพิเศษฉลองรัช มีอัตราค่าผ่านทางพิเศษ (บาท/คัน) ดังนี้

 

รายชื่อด่านเก็บค่าผ่านทางพิเศษ   4 ล้อ   6-10 ล้อ   มากกว่า 10 ล้อ
ด่านฯ จตุโชติ   40   60   80
ด่านฯ รามอินทรา 1   20   30   40
ด่านฯ สุขาภิบาล 5-1   40   60   80
ด่านฯ สุขาภิบาล 5-2   20   30   40
ด่านฯ รามอินทรา   40   60   80
ด่านฯ ลาดพร้าว   30   50   70
ด่านฯ โยธินพัฒนา   40   60   80
ด่านฯ พระโขนง   40   60   80
ด่านฯ อาจณรงค์ 2   40   60   80
ด่านฯ พระราม 9-1 (ฉลองรัช )   30   50   70
ด่านฯ พระราม 9-2   30   50   70
ด่านฯ พัฒนาการ 1   40   60   80
ด่านฯ พัฒนาการ 2   40   60   80
ด่านฯ ประชาอุทิศ   40   60   80
ขอบคุณข้อมูลจาก การทางพิเศษแห่งประเทศไทย




ขึ้นทางด่วนทุกครั้งควรตรวจสอบเส้นทางและค่าผ่านทางให้พร้อมเพื่อความสะดวกและปลอดภัย ถึงที่หมายอุ่นใจทุกการเดินทาง สินมั่นคงประกันภัย พร้อมแจกโปรสุดปังให้คุณได้ไปชอปกันฟรีๆ แล้ววันนี้ !!! เพียงซื้อประกันรถยนต์ตามโปรไฟล์ (ปีแรก) ผ่านช่องทางออนไลน์ ทั้งทางเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน รับฟรีทันที บัตรของขวัญจาก Tesco Lotus Gift Card มูลค่า 500 บาท ตั้งแต่วันนี้ – 28 กุมภาพันธ์ นี้ หรือจนกว่า Gift Card จะหมด
ประกันรถยนต์ตามโปรไฟล์ ..โปรไฟล์ยิ่งดี เบี้ยยิ่งถูก.. ประกันชั้น 1 เริ่มต้นเพียง 6,999 บาท คลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ ประกันรถยนต์
    

3
สำหรับใครที่เพิ่งซื้อรถใหม่ หรือมีรถอยู่แล้วแต่อยากเปลี่ยนเลขทะเบียนรถ กรมการขนส่งทางบกเปิดให้จองเลขทะเบียนรถผ่านอินเตอร์เน็ตได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปจองเอง เเต่รู้หรือไม่ว่าสาเหตุที่จองทะเบียนรถออนไลน์ไม่ได้ตามต้องการนั้น อาจเป็นเพราะมองข้ามรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในระหว่างจองเลขทะเบียนรถออนไลน์โดยไม่รู้ตัว วันนี้รวบรวม 8 เคล็ดลับวิธีจองทะเบียนรถออนไลน์ไม่ให้พลาดมาฝากกัน

1. ตรวจสอบข้อมูลรถก่อนจองทะเบียนรถออนไลน์
สิ่งแรกที่ควรทำอย่างยิ่งก่อนเริ่มลงมือจองเลขทะเบียนรถผ่านอินเตอร์เน็ต คือ การตรวจสอบข้อมูลของรถที่จะนำมาใช้ในการจองทะเบียนรถออนไลน์ เพราะข้อมูลของรถที่จะนำมาใช้จองเลขทะเบียนรถออนไลน์ได้นั้น หากเป็นรถใหม่ที่เพิ่งซื้อก็ต้องเป็นรถที่บริษัทขายรถได้ส่งข้อมูลเพื่อตัดบัญชีรถกับกรมการขนส่งทางบกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งบริษัทอาจใช้เวลาดำเนินการมากถึง 1-3 สัปดาห์ รวมถึงยังต้องเป็นรถที่จดทะเบียนกรุงเทพมหานคร หรือแจ้งขอย้ายมากรุงเทพมหานคร และมีสถานะปกติเท่านั้นอีกด้วย ดังนั้น เเม้ว่าจะทราบเลขตัวถังเเล้ว ต้องไม่ลืมตรวจสอบให้แน่ใจกับฝ่ายทะเบียนของศูนย์ฯ หรือเซลล์ของบริษัทที่ขายรถให้เราอีกครั้งก่อนที่จะจองทะเบียนรถ จะได้ไม่ต้องจองทะเบียนรถเก้อนั่นเอง


2. อ่านหลักเกณฑ์การจองเลขทะเบียนรถผ่านอินเตอร์เน็ต
    ศึกษารายละเอียดและหลักเกณฑ์ในการจองทะเบียนรถออนไลน์ในหน้าเว็บไซต์ https://reserve.dlt.go.th/reserve/ ให้เข้าใจก่อน ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบการกรอกเลขบัตรประชาชน เบอร์โทรศัพท์ เเละเลขตัวถังรถ (เลขคัสซี) ที่ต้องพิมพ์ติดกัน โดยไม่ต้องมีเว้นวรรคเเละไม่ต้องมีเครื่องหมายขีดกลาง (-) หรือระยะเวลาการเปิดจองเลขทะเบียนรถผ่านระบบอินเตอร์เน็ตที่จะเปิดให้จองในรูปแบบวันต่อวัน ในวันเเละเวลาราชการ ตั้งเเต่ 10.00-16.00 น. เป็นต้น หากกรอกข้อมูลไม่ถูกต้อง นอกจากจะไม่สามารถแก้ไขได้แล้ว ยังจะไม่สามารถนำเลขที่จองได้ไปจดทะเบียน และจะไม่สามารถจองเลขทะเบียนรถได้อีกเป็นเวลา 90 วัน


3. เช็คกำหนดการจองทะเบียนรถทางอินเตอร์เน็ต
    เช็คเลขทะเบียนรถที่กรมการขนส่งทางบกเปิดให้จองผ่านทางอินเตอร์เน็ตในเเต่ละสัปดาห์ได้จากหัวข้อ “ตารางเปิดรับจองเลข และหลักเกณฑ์การจองเลข” ในหน้าเว็บไซต์ https://reserve.dlt.go.th/reserve ซึ่งจะแสดงตารางรายละเอียดการจองในรูปแบบรายสัปดาห์ ประกอบด้วย วันที่ หมวดอักษรทะเบียนรถและเลขทะเบียนที่เปิดให้จองทางอินเตอร์เน็ต วันครบกำหนดจดทะเบียน โดยแบ่งเป็นเลขทะเบียนสำหรับรถเก๋ง/รถกระบะ 4 ประตู รถตู้ และรถกระบะบรรทุก/รถกระบะ 2 ประตู

หากไม่ชอบหมวดอักษรทะเบียนรถที่เปิดให้จองทะเบียนรถในสัปดาห์นั้นๆ สามารถรอดูหมวดอักษรถัดไปที่จะเปิดให้จองได้ในสัปดาห์ต่อไปได้เลย อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ที่โชคดีอาจพบว่ามีการอัพเดตข้อมูลรายละเอียดการจองเลขทะเบียนทางอินเตอร์เน็ตของสัปดาห์ใหม่ในทุกๆ วันเสาร์ ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบลำดับการเรียงหมวดตัวอักษรได้จากประกาศกรมการขนส่งทางบก เรื่อง การกำหนดการใช้ตัวเลขนำหน้าตัวอักษรประจำหมวด ตัวอักษรประจำหมวดและหมายเลขทะเบียนรถ (http://elaw.dlt.go.th/ElawUpload/Document_Import/LW1-04-12-00045.pdf)


4. เตรียมเลขทะเบียนรถที่ต้องการจอง
เตรียมรายการเลขทะเบียนรถที่ต้องการจองออนไลน์ไว้หลายชุด ทั้งแบบ 2 หลัก 3 หลัก และ 4 หลัก เพื่อความรวดเร็วในการจอง เเละสับเปลี่ยนได้ทันทีกรณีที่จองเลขทะเบียนที่ต้องการไม่ได้ ซึ่งไอเดียการเลือกเลขทะเบียนรถสำหรับการจองทะเบียนรถทางอินเตอร์เน็ตอาจเลือกจากความชอบส่วนตัว ความสะดวกในการจำ เช่น เลขเบอร์สายด่วน (เช่น 1150 1112) เลขที่อ่านคล้ายสูตรคูณ (เช่น 212 224 236) หรือความเชื่อส่วนบุคคล เช่น เลขทะเบียนมงคล

สิ่งสำคัญที่สุดในขั้นตอนการเลือกเลขทะเบียนรถสำหรับการจองผ่านทางอินเตอร์เน็ต คือ ต้องตรวจสอบเลขทะเบียนรถที่เราต้องการจองกับเลขทะเบียนที่แยกไว้สำหรับการประมูลผ่านทางเว็บไซต์ http://www.tabienrod.com/reserved.php ล่วงหน้าก่อนวันจองจริง เพราะหากเป็นเลขทะเบียนสำหรับการประมูล เลขชุดดังกล่าวจะไม่สามารถจองได้


5. อุปกรณ์ต้องพร้อม
สัญญาณอินเตอร์เน็ตเป็นอีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญว่าเราจะสามารถจองเลขทะเบียนรถที่ต้องการได้ทันหรือไม่ เคล็ดลับง่ายๆ ในการเตรียมอุปกรณ์สำหรับจองทะเบียนรถออนไลน์ คือ ความเร็วของสัญญาณอินเตอร์เน็ตต้องเสถียร ควรหลีกเลี่ยงการใช้งานอินเตอร์เน็ตที่ไม่เกี่ยวข้องในช่วงเวลา 10.00 น. เป็นต้นไปเพื่อให้เเน่ใจว่าจะไม่มีการแย่งใช้สัญญาณในระหว่างการจองเลขทะเบียนรถทางอินเตอร์เน็ต รวมทั้งบราวเซอร์ที่รองรับระบบจองเลขทะเบียนรถ คือ Chrome, Firefox หรือ IE รุ่น 11 ขึ้นไป และต้องไม่ลืมทดสอบการใช้งานเว็บไซต์ทั้งในแบบ Desktop และ Mobile ก่อนลงมือจองทะเบียนรถ


6. ฝึกซ้อมพิมพ์ข้อมูลจองทะเบียนรถ
ข้อมูลสำคัญที่ต้องใช้ในการจองเลขทะเบียนรถออนไลน์ ได้แก่ ชื่อ นามสกุล เลขบัตรประจำตัวประชาชน เลขตัวถังรถ (เลขคัสซี) ยี่ห้อรถ เบอร์โทรศัพท์ การฝึกพิมพ์ข้อมูลเหล่านี้จนชินมือ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการจองทะเบียนรถผ่านอินเตอร์เน็ตได้มากยิ่งขึ้น เพราะนอกจากต้องพิมพ์ให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่ระบบจองเลขทะเบียนรถออนไลน์กำหนดเเล้ว ยังต้องพิมพ์ให้ได้อย่างรวดเร็วอีกด้วย เพราะระบบไม่อนุญาตให้ใช้การ Copy และ Paste ในการกรอกข้อมูล

เคล็ดลับสำคัญในการฝึกกรอกข้อมูลสำหรับการจองเลขทะเบียนรถออนไลน์ คือ การฝึกกรอกข้อมูลในหน้าเว็บไซต์จริง (https://reserve.dlt.go.th/reserve/) ซึ่งสามารถเข้ากรอกข้อมูลได้ในทุกวัน-เวลาราชการ (จันทร์-ศุกร์) ตั้งแต่ 10.00-16.00 น. แต่ต้องไม่เผลอกดจองทะเบียนรถในขั้นตอนสุดท้าย เพราะหากเราจองได้ ระบบจะบันทึกข้อมูลการจองทันที และต้องรออีก 90 วันถึงจะกลับมาจองทะเบียนรถออนไลน์ใหม่ได้อีกครั้ง


7. ตรวจสอบผลการจองเลขทะเบียนรถ
    เมื่อกดจองเลขทะเบียนรถที่เราต้องการแต่มีผู้จองไปได้ก่อนแล้วนั้น ระบบจะเเจ้งกลับให้เราทราบว่าทะเบียนรถนี้มีผู้จองเรียบร้อยแล้ว แต่หากเลขทะเบียนรถที่เราต้องการจองยังไม่มีผู้จองและเราเป็นผู้ที่จองได้ ระบบอาจแจ้งยืนยันการจองในรูปแบบกล่องข้อความ Pop-up อัตโนมัติ หรือระบบอาจส่งเรากลับไปที่หน้าแรกของเว็บไซต์โดยอัตโนมัติ และไม่มีข้อความยืนยันการจองแต่อย่างใด

หากพบว่าระบบส่งเรากลับมาที่หน้าแรกของเว็บไซต์โดยที่ไม่มีข้อความยืนยันหรือปฏิเสธการจองทะเบียนรถภายหลังจากการกดจองเลขทะเบียนรถออนไลน์แล้วนั้น อาจสันนิษฐานได้ว่าเราเป็นผู้ที่จองเลขทะเบียนรถดังกล่าวได้โดยที่ไม่รู้ตัว ซึ่งเราสามารถเช็คผลการจองเลขทะเบียนรถได้ที่ปุ่ม “ตรวจสอบผลการจอง” ในหน้าแรกของเว็บไซต์จองทะเบียนรถออนไลน์ โดยระบบจะให้กรอกเลขบัตรประชาชน/ทะเบียนการค้า/หนังสือเดินทางเพื่อทำการตรวจสอบข้อมูล


8. สอบถามข้อมูลเรื่องจองทะเบียนรถ
สำหรับใครที่มีปัญหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการจองเลขทะเบียนรถออนไลน์ สามารถสอบถามได้โดยตรงได้หลากหลายช่องทาง ได้แก่ สายด่วนกรมการขนส่งทางบก เบอร์โทรศัพท์ 1584, ส่วนทะเบียนรถ (สทย.) สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 5 (สขพ.5 จตุจักร) กรมการขนส่งทางบก เบอร์โทรศัพท์ 02-271-8726 หรือ 02-271-8727 หรือแฟนเพจ กรมการขนส่งทางบก PR.DLT.News (https://www.facebook.com/PR.DLT.NEWS)


การจองทะเบียนรถออนไลน์จะไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป เพียงเตรียมตัวสักนิดด้วยเคล็ดลับวิธีจองทะเบียนรถที่หลายคนอาจมองข้ามไปก็มีโอกาสจองเลขทะเบียนรถที่ต้องการได้มากขึ้นแน่นอน และที่สำคัญต้องไม่ลืมเพิ่มเติมความคุ้มครองในระหว่างขับขี่ด้วยประกันรถยนต์ตามโปรไฟล์ โปรไฟล์ยิ่งดี เบี้ยยิ่งถูก ประกันประเภท 1 ซ่อมอู่ ที่เบี้ยประกันภัยสอดคล้องกับข้อมูลผู้ซื้อประกัน ผู้ที่มีโปรไฟล์ดี หรือความเสี่ยงน้อย เบี้ยประกันรถยนต์ก็จะยิ่งถูกตามไปด้วย ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทุกเรื่อง ทั้งความเสียหายต่อตัวรถยนต์หรือบุคคลภายนอก รถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ไม่ต้องมีค่าเสียหายส่วนแรก

สนใจรายละเอียด คลิก ประกันรถยนต์

4
ป้ายทะเบียนรถหาย สามารถยื่นขอป้ายทดแทนได้ที่สำนักงานขนส่งที่รถจดทะเบียนไว้เท่านั้นโดยไม่ต้องแจ้งความ สามารถใช้ใบเสร็จค่ายื่นคำขอรับแผ่นป้ายทะเบียนใหม่แทนแผ่นป้ายทะเบียนรถที่หายเป็นการชั่วคราวได้จนกว่าจะได้รับป้ายทะเบียนจริงภายใน 15 วันทำการ และไม่แนะนำให้ติดป้ายกระดาษแทนเพราะอาจมีความผิดตามกฎหมาย วันนี้รวบรวมคำตอบของทุกคำถามยอดฮิต “ป้ายทะเบียนรถหาย ต้องทำยังไง” มาฝากกัน รับรองได้ว่าป้ายทะเบียนหายครั้งต่อไป ไม่โดนจับแน่นอน


ป้ายทะเบียนรถหาย ทำยังไง
ติดต่อขอรับแผ่นป้ายทะเบียนรถทดแทนหรือใช้ใบเสร็จรับเงินแทนแผ่นป้ายทะเบียนรถเป็นการชั่วคราวได้ ณ สำนักงานขนส่ง ที่รถคันนั้นจดทะเบียนอยู่โดยไม่ต้องแจ้งความ

เอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ ได้แก่ คู่มือจดทะเบียนรถ (ฉบับจริง) เเละบัตรประจำตัวประชาชนของเจ้าของรถ (ฉบับจริง) กรณีที่ไม่สามารถมาติดต่อเรื่องด้วยตัวเองได้ ต้องมีหนังสือมอบอำนาจพร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้รับมอบอำนาจมาแสดงด้วย

ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมแผ่นป้ายละ 100 บาท ค่าคำขอ 5 บาท และจะได้รับแผ่นป้ายทะเบียนรถภายใน 15 วันทำการ โดยระหว่างนี้สามารถใช้ใบเสร็จรับเงินจากสำนักงานขนส่งแทนแผ่นป้ายทะเบียนรถเป็นการชั่วคราวได้


ป้ายทะเบียนรถหาย ต้องแจ้งความไหม
ป้ายทะเบียนรถหายไม่ต้องแจ้งความ สามารถขอรับแผ่นป้ายทะเบียนรถทดแทนโดยไม่ต้องแจ้งความหรือใช้ใบเสร็จรับเงินจากสำนักงานขนส่งแทนแผ่นป้ายทะเบียนรถที่หายเป็นการชั่วคราวได้ทันทีโดยติดต่อยื่นคำขอ ณ สำนักงานขนส่งประจำพื้นที่หรือจังหวัดที่รถคันนั้นจดทะเบียนไว้เท่านั้น
 

ป้ายทะเบียนรถป้ายแดงหายทำยังไง
ติดต่อบริษัทตัวแทนจำหน่ายรถ เนื่องจาก “ป้ายแดง” เป็นเครื่องหมายพิเศษที่กรมการขนส่งทางบกออกให้แก่บริษัทตัวแทนจำหน่ายรถสำหรับใช้ติดรถเพื่อนำไปส่งให้ลูกค้านำรถไปซ่อมแซม หรือติดตัวรถที่เพิ่งจำหน่ายและอยู่ระหว่างจดทะเบียนเป็นการชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาที่อนุญาตให้ใช้ป้ายแดงได้เป็นการชั่วคราวไม่เกิน 30 วัน นับจากวันรับรถ


ป้ายทะเบียนรถหาย ติดไฟแนนซ์ ทำยังไง
ป้ายทะเบียนรถหายและรถยังติดไฟแนนซ์อยู่ สามารถติดต่อไฟแนนซ์เพื่อให้ดำเนินการแทน หรือหากต้องการดำเนินการด้วยตนเอง ต้องใช้คู่มือจดทะเบียนรถฉบับจริง และบัตรประจำตัวประชาชนผู้เช่าซื้อ หนังสือรับรองจากบริษัทไฟแนนซ์ หนังสือมอบอำนาจจากไฟแนนซ์พร้อมสำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ


ป้ายทะเบียนรถหาย ขับรถได้ไหม
ป้ายทะเบียนรถหายจะไม่สามารถขับรถคันดังกล่าวได้ โดยหากดูตาม พ.ร.บ.จราจรทางบกแล้ว กรณีป้ายทะเบียนรถหายและได้ติดต่อสำนักงานขนส่งโดยอยู่ในระหว่างรอแผ่นป้ายทะเบียนใหม่ ตามหลักเกณฑ์จะไม่สามารถใช้รถคันนั้นได้จนกว่าจะได้แผ่นป้ายทะเบียนใหม่จากสำนักงานขนส่ง

หากใช้รถโดยไม่มีแผ่นป้ายทะเบียนรถอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 7 ห้ามมิให้ผู้ใดนำรถที่มิได้ติดแผ่นป้ายเลขทะเบียน แผ่นป้ายเครื่องหมายเลขทะเบียนหรือป้ายประจำรถ ตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ กฎหมายว่าด้วยการขนส่ง กฎหมายว่าด้วยล้อเลื่อน กฎหมายว่าด้วยรถลาก หรือกฎหมายว่าด้วยรถจ้าง มาใช้ในทางเดินรถ


ป้ายทะเบียนรถหาย ต้องติดกระดาษแทนไหม
ไม่ควรนำป้ายกระดาษติดแทนป้ายทะเบียนรถที่หาย เนื่องจากอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติรถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 11 ประกอบมาตรา 60 ฐานใช้แผ่นป้ายทะเบียนมีลักษณะไม่ถูกต้องตามที่กำหนดในกฎกระทรวง และมาตรา 67 ฐานเปลี่ยนแปลงโดยวิธีใดๆ หรือปิดบัง หรือทั้งหมด หรือแต่บางส่วน หรือติดไว้ในบริเวณใกล้เคียงกับแผ่นป้ายทะเบียนรถ ปรับสูงสุดไม่เกิน 2,000 บาท

ทั้งนี้ สามารถใช้ใบเสร็จรับเงินจากสำนักงานขนส่งแทนแผ่นป้ายทะเบียนรถที่หายเป็นการชั่วคราวได้ เมื่อถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจเรียกตรวจ โดยในใบเสร็จจะมีข้อความระบุตอนท้ายว่า “...ใช้ใบเสร็จรับเงินแทนแผ่นป้ายทะเบียนได้ 90 วัน...” พร้อมลายเซ็นรับรองจากนายทะเบียน


ป้ายทะเบียนรถหาย ทำต่างจังหวัดได้ไหม
แผ่นป้ายทะเบียนรถหายที่ต่างจังหวัด หรือป้ายทะเบียนรถต่างจังหวัดหาย สามารถขอรับแผ่นป้ายทะเบียนรถทดแทนโดยไม่ต้องแจ้งความหรือใช้ใบเสร็จรับเงินจากสำนักงานขนส่งแทนแผ่นป้ายทะเบียนรถที่หายเป็นการชั่วคราวได้ทันทีโดยติดต่อยื่นคำขอ ณ สำนักงานขนส่งประจำพื้นที่หรือจังหวัดที่รถคันนั้นจดทะเบียนไว้เท่านั้น


ป้ายทะเบียนรถหาย แจ้งทำใหม่จะได้เลขทะเบียนเดิมไหม
ขึ้นอยู่กับว่าเป็นเลขทะเบียนรุ่นเก่าหรือหรือรุ่นใหม่ หากเป็นเลขทะเบียนรุ่นเก่า เช่น 1ก-1234 เมื่อแจ้งหายและขอป้ายทะเบียนรถใหม่ จะได้ป้ายทะเบียนที่มีหมวดต่างไปจากเดิม เช่น กก-1234 เเต่โดยปกติแล้วส่วนใหญ่จะเป็นเลขทะเบียนรุ่นใหม่ ทำให้เมื่อแจ้งขอป้ายทะเบียนรถใหม่จะได้รับป้ายทะเบียนใหม่ที่ยังเป็นหมวดเเละตัวเลขชุดเดิม



ป้ายทะเบียนรถหายจะไม่ใช่เรื่องใหญ่อีกต่อไป เพียงแจ้งสำนักงานขนส่งที่รถจดทะเบียนไว้ พร้อมพกใบเสร็จรับเงินไว้แสดงแทนป้ายทะเบียนรถที่หายไปในระหว่างรอรับป้ายทะเบียนใหม่ เพียงเท่านี้ก็ไม่ต้องกลัวการตรวจเช็กจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ และอุ่นใจยิ่งขึ้นด้วยประกันรถยนต์ตามโปรไฟล์ โปรไฟล์ยิ่งดี เบี้ยยิ่งถูก ประกันประเภท 1 ซ่อมอู่ ที่เบี้ยประกันภัยสอดคล้องกับข้อมูลผู้ซื้อประกัน ผู้ที่มีโปรไฟล์ดี หรือความเสี่ยงน้อย เบี้ยประกันรถยนต์ก็จะยิ่งถูกตามไปด้วย ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทุกเรื่อง ทั้งความเสียหายต่อตัวรถยนต์หรือบุคคลภายนอก รถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ไม่ต้องมีค่าเสียหายส่วนแรก

สนใจรายละเอียด คลิก ประกันรถยนต์

5
รู้หรือไม่? รถที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปี ต้องเข้ารับการตรวจสภาพรถก่อนต่อภาษีประจำปี เเต่จะให้ไปรอคิวตรวจที่สำนักงานขนส่งก็คงไม่สะดวก สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) ช่วยคุณได้

สถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) คือ สถานที่ตรวจสอบสภาพรถยนต์หรือจักรยานยนต์ที่ได้รับอนุญาตจัดตั้งตามมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบกซึ่งเปิดให้บริการทั่วประเทศ มีหน้าที่ให้บริการตรวจสอบสภาพรถที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปี และ 7 ปี ตามประเภทรถ เเละออกใบรับรองการตรวจสภาพรถให้กับเจ้าของรถเพื่อเป็นหลักฐานประกอบการยื่นต่อทะเบียนหรือเสียภาษีรถ วันนี้รวบรวมข้อมูลที่ควรรู้เกี่ยวกับการตรวจสภาพรถ (ตรอ.) มาไว้ให้ที่นี่แล้ว


ตรอ. คืออะไร ?
ตรอ. ย่อมาจาก “สถานตรวจสภาพรถเอกชน” หรือสถานที่ตรวจสอบสภาพรถยนต์หรือจักรยานยนต์ที่เปิดให้บริการทั่วประเทศ มีการดำเนินงานตามมาตรฐานของกรมการขนส่งทางบกอย่างเคร่งครัดและได้รับใบอนุญาตจัดตั้งจากกรมการขนส่งทางบก

ตรอ. มีหน้าที่ให้บริการตรวจสภาพรถยนต์เเละรถจักรยานยนต์ตามหลักเกณฑ์ที่กรมการขนส่งกำหนด ส่งข้อมูลเข้าระบบของกรมการขนส่งทางบก เเละพิมพ์ใบรายงานผลการตรวจสภาพรถให้กับเจ้าของรถเพื่อใช้เป็นหลักฐานในการต่อทะเบียนหรือชำระภาษีรถโดยไม่ต้องไปรอตรวจสภาพรถที่กรมการขนส่งทางบกหรือสำนักงานขนส่ง


รถยนต์อายุกี่ปี? ถึงต้องตรวจสภาพ
รถที่สามารถเข้ารับการตรวจสภาพรถจากสถานตรวจสภาพรถ (ตรอ.) คือ รถที่มีอายุการใช้งานครบ 5 ปี และ 7 ปี ตามประเภทรถที่กำหนด นับแต่วันที่จัดทะเบียนครั้งแรก ได้แก่

• รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน มีอายุใช้งานครบ 7 ปี นับจากวันที่จดทะเบียนครั้งแรก
• รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน มีอายุใช้งานครบ 7 ปี นับจากวันที่จดทะเบียนครั้งแรก
• รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคลที่มีน้ำหนักรถไม่เกิน 2,200 กิโลกรัม นับจากวันที่จดทะเบียนครั้งแรก
• รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล มีอายุใช้งานครบ 5 ปี นับจากวันที่จดทะเบียนครั้งแรก


ตรวจสภาพรถยนต์ 7 ปี นับอย่างไร ?
รถที่ต้องเข้ารับการตรวจสภาพรถจากสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) คือ รถที่มีอายุการใช้งานครบ 7 ปี (รถยนต์) หรือ 5 ปี (รถมอเตอร์ไซค์) โดยนับตั้งเเต่วันที่จดทะเบียนรถครั้งแรก และสามารถเข้ารับการตรวจสภาพได้ล่วงหน้าไม่เกิน 3 เดือนก่อนถึงวันครบกำหนดวันเสียภาษีประจำปี หรือวันสุดท้ายของงวดภาษี

ตัวอย่างการนับวันจดทะเบียนรถเพื่อเตรียมเข้ารับการตรวจสภาพรถ เช่น รถยนต์ส่วนบุคคลจดทะเบียนเมื่อ ปี 2547 มีวันสิ้นอายุภาษีประจำปีในวันที่ 1 มิถุนายน 2554 รถคันดังกล่าวจะสามารถเข้ารับการตรวจสภาพรถยนต์ล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2554 เป็นต้นไป


ตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ใช้อะไรบ้าง ?
เอกสารที่ต้องใช้ประกอบการตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ได้แก่ ใบคู่มือจดทะเบียนรถ หรือสำเนาใบคู่มือจดทะเบียนรถ (สมุดทะเบียนรถ) เเละตัวรถที่ต้องการตรวจสภาพ กรณีรถที่ใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงต้องเตรียมเอกสารรับรองการติดตั้งก๊าซรถยนต์ที่เรียกว่า “หนังสือรับรองการตรวจและทดสอบส่วนควบและเครื่องอุปกรณ์” ไปด้วย

อย่างไรก็ตาม ตรอ. จะไม่รับตรวจสภาพรถในกรณีที่พบว่าแผ่นป้ายทะเบียนชำรุด หรือสูญหาย, หมายเลขเครื่องยนต์/ตัวรถ/โครงคัสซี (Chassis) หรือตัวเฟรม มีร่องรอยขูดขีดแก้ไข หรือมีการเปลี่ยนแปลงสี/ตัวรถที่ผิดไปจากที่จดทะเบียนไว้ในสมุดทะเบียนรถ โดยเจ้าของรถต้องนำรถไปตรวจสภาพที่สำนักงานขนส่ง เพื่อขอชำระภาษีและดำเนินการเรื่องทะเบียนให้เรียบร้อย


ตรวจสภาพรถ (ตรอ.) ราคากี่บาท ?
การตรวจสภาพรถ ตรอ. จะใช้ราคาที่เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ มีรายละเอียดดังนี้
• รถยนต์ที่มีขนาดน้ำหนักรถเปล่าไม่เกิน 2,000 กิโลกรัม คันละ 200 บาท
• รถยนต์ที่มีขนาดน้ำหนักรถเปล่าเกิน 2,000 กิโลกรัม คันละ 300 บาท
• รถจักรยานยนต์ คันละ 60 บาท

หากตรวจสภาพรถไม่ผ่านในครั้งแรก และนำรถมาตรวจสภาพรถใหม่ภายใน 15 วัน จะเสียค่าบริการครึ่งหนึ่งของราคาปกติ เเต่หากนำมาตรวจใหม่หลัง 15 วัน จะต้องเสียค่าบริการตรวจสภาพรถใหม่ทั้งหมด


การตรวจสภาพรถตามที่กฎหมายกำหนดหรือเป็นประจำทุกปีสำหรับรถที่มีอายุเกิน 7 ปีจะช่วยป้องกันเเละลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่มีสาเหตุหนึ่งมาจากความชำรุดบกพร่องของตัวรถและอุปกรณ์เพิ่มเติม รวมถึงลดปัญหามลพิษทางอากาศจากระบบท่อไอเสียที่ไม่ได้มาตรฐาน เเละจะปลอดภัยยิ่งขึ้นได้ด้วยประกันรถยนต์ตามโปรไฟล์ ประกันประเภท 1 ซ่อมอู่ ให้ความคุ้มครองครอบคลุมทุกเรื่อง ทั้งความเสียหายต่อตัวรถยนต์หรือบุคคลภายนอก รถยนต์สูญหาย ไฟไหม้ น้ำท่วม ไม่ต้องมีค่าเสียหายส่วนแรก สนใจรายละเอียด คลิก ประกันรถยนต์

6
“เช็คทะเบียนรถ” คือ การขอตรวจสอบรายชื่อและข้อมูลเจ้าของรถจากทะเบียนรถ ในกรณีที่ผู้เกี่ยวข้องต้องใช้ข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาคดีความ หากเป็นกรณีอื่นๆ นายทะเบียนจะพิจารณาอนุญาตเป็นรายๆ ไป ตามเหตุผลและความจำเป็นของผู้ขอ สามารถยื่นคำขอได้ที่กรมการขนส่งทางบก หรือสำนักงานขนส่งในพื้นที่รับผิดชอบ และต้องมีเอกสารหลักฐานจากหน่วยงานราชการยื่นร่วมด้วย หากเจ้าหน้าที่เปิดเผยข้อมูลทะบียนรถจากการให้บริการรับเช็คทะเบียนรถ หรือรับสืบทะเบียนรถโดยมิชอบด้วยกฎหมาย จะมีโทษทั้งจำเเละปรับตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2550 วันนี้รวบรวมวิธีเช็คทะเบียนรถเพื่อตรวจสอบว่าใครเป็นเจ้าของรถอย่างถูกต้องตามกฎหมายมาฝาก


1. หลักเกณฑ์การยื่นและพิจารณาคำขอเพื่อ “เช็คทะเบียนรถ”
การเช็คทะเบียนรถเพื่อตรวจสอบรายชื่อและข้อมูลเจ้าของรถ จะเปิดให้ยื่นคำขอเฉพาะผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับรถเเละต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปประกอบการพิจารณคดีความเท่านั้น หากผู้ยื่นคำขอต้องการนำไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆ นายทะเบียนจะพิจารณาตามเหตุผลและความจำเป็นของผู้ยื่นคำขอเป็นรายกรณีไป มีรายละเอียดหลักเกณฑ์การพิจาณาคำขอเพื่อเช็คทะเบียนดังนี้

    1) ผู้ยื่นคำขอจะต้องเป็นบุคคลที่มีส่วนได้เสียหรือประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลที่ขอตรวจสอบ

    2) กรณีขอรับรองสำเนารายการจดทะเบียนรถและรายการชื่อเจ้าของรถต้องยื่นคำขอ ณ สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ที่รถนั้นอยู่ในความรับผิดชอบ

    3) ผู้ที่ประสงค์จะเข้าตรวจดูหรือขอถ่ายสำเนาข้อมูลข่าวสารต้องแนบหลักฐานตามกรณี ดังนี้

- ศาล ต้องมีหมายศาลหรือคำสั่งศาล

- เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมาย เช่น เจ้าหน้าที่ตำรวจ ต้องมีหนังสือนำส่งเรื่องจากหน่วยงาน เพื่อขอตรวจดูหรือขอสำเนาข้อมูลข่าวสาร

- ทนายความ ต้องมีสำเนาใบอนุญาตทนายความและสำเนาบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุ หรือสำเนาใบแต่งทนาย

- บริษัทประกันภัย ต้องมีสำเนาหนังสือแต่งตั้งเป็นตัวแทนบริษัทประกันภัย สำเนาบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจท้องที่ที่เกิดเหตุ

 
2. เอกสารหลักฐานประกอบการ “เช็คทะเบียนรถ”
ผู้ยื่นคำขอเช็คทะเบียนรถเพื่อตรวจสอบรายชื่อและข้อมูลเจ้าของรถ ต้องยื่นเอกสารหลักฐานแสดง ความเกี่ยวข้องหรือแสดงวัตถุประสงค์ของการตรวจสอบข้อมูลประกอบการพิจารณา โดยมีรายละเอียดเอกสารหลักฐานที่ต้องใช้ดังนี้

    1) บัตรประจำตัวประชาชน (ฉบับจริง เเละสำเนา พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาให้ครบถ้วน)

    2) หนังสือรับรองนิติบุคคล (ฉบับจริง เเละสำเนา พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชนผู้มีอำนาจลงนามให้ครบทุกคน) กรณีสำเนาต้องลงลายมือชื่อผู้มีอำนาจลงนามให้ครบถ้วนพร้อมประทับตรานิติบุคคลในเอกสารทุกฉบับ (ถ้ามี) และแนบสำเนาบัตรประจำตัวประชาชนผู้มีอำนาจลงนามทุกคน

    3) หนังสือนำส่งเรื่องของหน่วยงานของรัฐขอตรวจดูหรือขอสำเนาเอกสาร (ฉบับจริง) กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐ หน่วยงานของรัฐ หรือบุคคลที่มีอำนาจตามกฎหมายเป็นผู้ขอตรวจดูหรือขอสำเนาเอกสาร

    4) สำเนาหนังสือแต่งตั้งเป็นตัวแทนบริษัทประกันภัย พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาให้ครบถ้วน กรณีบริษัทประกันภัยเป็นผู้ขอตรวจดูหรือขอสำเนาเอกสาร

    5) สำเนาใบอนุญาตทนายความ หรือสำเนาใบแต่งทนาย กรณีทนายความเป็นผู้ขอตรวจดูหรือขอสำเนาเอกสาร

    6) สำเนาบันทึกประจำวันเกี่ยวกับคดีของสถานีตำรวจที่เกิดเหตุ (ฉบับจริง และสำเนา พร้อมลงลายมือชื่อรับรองสำเนาให้ครบถ้วน)


3. ขั้นตอนการ “เช็คทะเบียนรถ”
การเช็คทะเบียนรถจะเป็นการดำเนินการเบ็ดเสร็จในจุดเดียว โดยระยะเวลาดำเนินการจะเริ่มนับตั้งแต่รับคำขอ พร้อมเอกสารครบถ้วน ไม่รวมระยะเวลารอคอย และไม่นับรวมกรณีระบบหรืออุปกรณ์ขัดข้อง คาดว่าจะใช้ระยะเวลาดำเนินการประมาณ 1 ชั่วโมง

    1) รับคำขอ
    2) ตรวจสอบหลักฐานประกอบคำขอ
    3) พิจารณา
    4) อนุมัติ
    5) รับชำระค่าธรรมเนียม
    6) ออกใบเสร็จรับเงิน
    7) รับรองสำเนาข้อมูลทะเบียนรถหรือสำเนาต้นทะเบียนรถ
    8) จ่ายเรื่อง
 

4. ค่าธรรมเนียมในการ “เช็คทะเบียนรถ”
ค่าใช้จ่ายในการเช็คทะเบียนรถจะเเตกต่างกันตามประเภทรถที่ต้องการตรวจสอบข้อมูล มีรายละเอียดค่าธรรมเนียมดังนี้

    1) ค่าคำขอ ฉบับละ 5 บาท
    2) ค่าขอค้นเอกสาร ครั้งละ 50 บาท (รถจักรยานยนต์ ครั้งละ 10 บาท, รถอื่น นอกจากรถจักรยานยนต์ ครั้งละ 50 บาท)
    3) ค่ารับรองสำเนา แผ่นละ 20 บาท

 
5. ช่องทางบริการเพื่อ “เช็คทะเบียนรถ”
การยื่นคำขอเพื่อเช็คทะเบียนรถสามารถดำเนินการได้ที่หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ได้แก่ กรมการขนส่งทางบก สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร หรือสำนักงานขนส่งประจำจังหวัด มีรายละเอียดช่องทางบริการยื่นคำขอเช็คทะเบียนรถดังนี้

    1) พื้นที่กรุงเทพมหานคร ติดต่อได้ที่กรมการขนส่งทางบกและสำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร ตามเเต่ละเขตพื้นที่รับผิดชอบ

    2) กรมการขนส่งทางบก สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานคร พื้นที่ 5 (จตุจักร) ติดต่อที่อาคาร 2 กรมการขนส่งทางบก

            - ประเภทรถจักรยานยนต์ ติดต่อได้ที่อาคาร 2 ชั้น 1
            - ประเภทรถเก๋ง ติดต่อได้ที่อาคาร 2 ชั้น 2
            - ประเภทรถกระบะ ติดต่อได้ที่อาคาร 2 ชั้น 3

    3) พื้นที่ต่างจังหวัด ติดต่อได้ที่สำนักงานขนส่งประจำจังหวัด


6. ความผิดตามกฎหมายหาก “เช็คทะเบียนรถ” โดยมิชอบ
หากพนักงานของรัฐที่มีอำนาจในการเข้าถึงข้อมูล นำข้อมูลดังกล่าวออกมาเผยเเพร่โดยมิชอบ จะมีความผิดดังต่อไปนี้

1)  พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ 2550 มาตรา 13 ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำสั่งที่จัดทำขึ้นโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
 
2)  ความผิดเพิ่มในฐานะพนักงานของรัฐ ซึ่งเผยแพร่ข้อมูลที่อาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน มีโทษทั้งจำทั้งปรับ


7. ช่องทางติดต่อสอบถาม/ขอคำแนะนำเพิ่มเติมเพื่อ “เช็คทะเบียนรถ”
สามารถติดต่อสอบถามและขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
    1) กรมการขนส่งทางบก สำนักงานขนส่งเขตพื้นที่ 5 (จตุจักร) โทรศัพท์ 0-2271-8888
    2) สายด่วนศูนย์คุ้มครองผู้โดยสารและรับเรื่องร้องเรียน โทรศัพท์ 1584
    3) สายด่วยศูนย์บริการประชาชน สานักปลัดสานักนายกรัฐมนตรี โทรศัพท์ 1111


“เช็คทะเบียนรถ” เพื่อตรวจสอบเจ้าของรถคู่กรณีเมื่อเกิดอุบัติเหตุอาจดูเป็นเรื่องยุ่งยากสำหรับบุคคลทั่วไป เเต่จะดีกว่าไหม? ถ้าจะมีตัวแทนจากบริษัทประกันภัยช่วยดูแลทุกความวุ่นวายใจให้คุณ ไม่ว่าจะรถชนรถ รถชนของ รถคันอื่นมาชน เกิดอุบัติเหตุนอกเมือง สูญหายไฟไหม้ น้ำท่วม “ประกันภัยรถยนต์คนกรุง” ก็พร้อมช่วยดูแลคุณด้วยเบี้ยเริ่มต้น 11,600 บาท เบี้ยไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ราคาคงที่เท่ากันทุกปี คุ้มครองครอบคลุมทุกกรณี มาพร้อมบริการช่วยเหลือฉุกเฉินทางรถยนต์ (Roadside Assistance Service) 
สนใจรายละเอียด คลิก ประกันรถยนต์

7
“แบตเตอรี่แห้ง” คืออะไร? แบบไหนดีกว่ากัน?



“แบตเตอรี่แห้ง” (Sealed Maintenance Free Car Battery - SMF) คือ แบตเตอรี่รถยนต์รูปแบบหนึ่งที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นเพิ่มตลอดอายุการใช้งาน นับเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกของแบตเตอรี่รถยนต์ในปัจจุบันที่มีให้เลือกหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นแบตเตอรี่รถยนต์แบบดั้งเดิมที่ต้องคอยเติมน้ำกลั่นหรือที่รู้จักกันในชื่อ “แบตเตอรี่น้ำ” (Conventional Battery) หรือแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่ไม่ต้องเติมน้ำกลั่นบ่อยๆ แบบ “แบตเตอรี่กึ่งแห้ง” (Maintenance Free Car Battery - MF) แล้วแบตเตอรี่แต่ละประเภทแตกต่างกันอย่างไร? วันนี้มีข้อมูล “แบตเตอรี่แห้ง” มาฝากค่ะ

1. “แบตเตอรี่แห้ง” คืออะไร?
แบตเตอรี่แห้ง (Sealed Maintenance Free Car Battery - SMF) คือ แบตเตอรี่แบบกรดตะกั่วอีกประเภทหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดขั้นตอนในการดูแลรักษาแบตเตอรี่รถยนต์ ไม่ว่าจะเป็นการที่ไม่มีช่องสำหรับเปิด-ปิดเพื่อเติมน้ำกลั่นแบบที่มีในแบตเตอรี่รถยนต์ทั่วไป ซึ่งจะช่วยลดโอกาสที่น้ำกรดภายในแบตเตอรี่จะรั่วไหลออกมาทำลายเครื่องยนต์ ตลอดจนอายุการใช้งานของแบตเตอรี่แห้งที่มากกว่าแบตเตอรี่น้ำ ทำให้แบตเตอรี่ประเภทนี้มีราคาสูงกว่าแบตเตอรี่ทั่วไป

อย่างไรก็ตามแบตเตอรี่แห้ง อาจไม่ได้แห้งสนิทตามชื่อที่เรียก เพราะภายในแบบเตอรี่แห้งบางรุ่นหรือบางยี่ห้ออาจจะมีของเหลวที่ทำหน้าที่เป็นอิเล็กโทรไลต์ของแบตเตอรี่แห้งปนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นกรดแบบตะกั่ว หรือของเหลวที่มีลักษณะคล้ายเจล ซิลิโคน หรือแป้งน้ำ (Paste) ซึ่งการใช้เจลเป็นตัวอิเล็กทรอไรต์แทนน้ำกรดนั้นจะช่วยลดอัตราการสูญเสียน้ำ เเละเพิ่มการกักเก็บแก๊สไฮโดรเจนและออกซิเจนที่เกิดขึ้นระหว่างการใช้งานให้แปรสภาพกลับไปเป็นน้ำ ทำให้ลดความถี่ในการเติมน้ำกลั่น หรือไม่ต้องเติมน้ำกลั่นเพิ่มเติมตลอดอายุการใช้งาน ดังที่เห็นได้จากแบตเตอรี่แบบแห้งส่วนใหญ่จะไม่มีรูสำหรับเติมน้ำกลั่น

ทั้งนี้ แบตเตอรี่แห้งจะได้รับการเติมน้ำกรดและชาร์จไฟตามมาตรฐานโรงงานผลิตมาเรียบร้อยเเล้ว ทำให้สามารถจัดจำหน่ายเเละนำไปใช้งานได้ทันที อย่างไรก็ตามหากแบตเตอรี่ดังกล่าวถูกเก็บไว้มากกว่า 6 เดือนขึ้นไป ควรต้องตรวจเช็กไฟในแบตเตอรี่ก่อนนำไปใช้งาน เนื่องจากไฟในแบตเตอรี่อาจอ่อนลง รวมถึงก่อนการติดตั้งเพื่อใช้งาน ควรต้องชาร์จไฟเพื่อรักษาความคงทนของแบตเตอรี่ไว้ด้วย




2. “แบตเตอรี่แห้ง” มีกี่ประเภท?
    แบตเตอรี่แห้งสามารถแบ่งประเภทได้จากรูปแบบของสารละลายอิเล็กโทรไลต์ภายในเซลล์แบตเตอรี่ มีรายละเอียดดังนี้

1) แบตเตอรี่แห้งแบบ AGM (Absorbent Glass Mat)

แบตเตอรี่แห้งแบบ AGM (Absorbent Glass Matt) จัดเป็นแบตเตอรี่ตะกั่วกรดชนิดพิเศษที่มีเทคโนโลยีแผ่นกั้นใยแก้วพิเศษ ช่วยลดการระเหยของน้ำและช่วยดูดซับน้ำกรดได้เป็นอย่างดีในกรณีที่รถยนต์อยู่ในสภาวะสั่นมาก หรือกรณีที่แบตเตอรี่แตก น้ำกรดจะถูกดูดซับเอาไว้เเละไม่ไหลออกมาสร้างความเสียหายให้กับรถยนต์

แบตเตอรี่แห้งแบบ AGM ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับนวัตกรรมยานยนต์ในปัจจุบันที่ต้องการแหล่งพลังงานประสิทธิภาพสูง เช่นรถยนต์รุ่นใหม่จากบริษัทชั้นนำในเเถบยุโรป ปัจจุบันอาจพบว่าแบตเตอรี่ดังกล่าวไม่เป็นที่นิยมใช้งานในในเเถบเอเชียมากนัก

2) แบตเตอรี่แห้งแบบเจล

แบตเตอรี่แห้งแบบเจล คือแบตเตอรี่ที่มีตัวอิเล็กโทรไลต์ในรูปของเจล มีความคงทนต่ออุณหภูมิการใช้งานที่กว้างทั้งในอุณหภูมิที่เย็นและร้อน จึงเป็นที่นิยมใช้งานในประเทศที่มีอากาศหนาวเย็น เนื่องจากตัวอิเล็กโทรไลต์ในรูปของเจลจะไม่จับตัวเเข็งเมื่อเจอกับสภาพอากาศหนาวจัด

อย่างไรก็ตาม แบตเตอรี่แห้งแบบ AGM ส่วนใหญ่ในท้องตลาด จะมีราคาสูงกว่าแบตเตอรี่ทั่วไป อีกทั้งยังมีข้อจำกัดด้านอุณหภูมิระหว่างการใช้งาน เเละมีอายุการใช้งานสั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ขาดการชาร์จไฟ จนเกิดภาวะการกระชากไฟรุนแรง (Over-discharge) เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นได้ในแบตเตอรี่ทั่วไป



3. “แบตเตอรี่แห้ง” แตกต่างจากแบตเตอรี่กึ่งแห้งยังไง?
แบตเตอรี่แห้ง (Sealed Maintenance Free Car Battery - SMF) จะไม่ต้องเติมน้ำกลั่นเลยตลอดอายุการใช้งาน ทำให้ไม่มีช่องสำหรับเปิด-ปิดเพื่อเติมน้ำกลั่น ในขณะที่แบตเตอรี่กึ่งแห้ง (Maintenance Free Car Battery - MF) ยังต้องเติมน้ำกลั่นอยู่ ทำให้มีช่องสำหรับเปิด-ปิดเพื่อเติมน้ำกลั่น จึงจะมีอัตราการระเหยของน้ำกลั่นที่น้อยกว่าแบตเตอรี่น้ำ (Conventional Battery)

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าแบตเตอรี่แห้งเเละแบตเตอรี่กึ่งแห้งจะมีราคาสูงกว่าแบตเตอรี่แบบน้ำ เเต่เเบตเตอรี่ทั้งสองกลุ่มจัดเป็นแบตเตอรี่รถยนต์ที่ดูแลรักษาง่าย มีประสิทธิภาพที่สูงกว่าแบตเตอรี่แบบน้ำ เเละมีมาตรฐานการผลิตเท่ากันทุกลูกจากการที่ได้รับการเติมน้ำกรดเเละชาร์จไฟตามมาตรฐานโรงงานผลิต



4. “แบตเตอรี่แห้ง” หรือแบตเตอรี่น้ำ เลือกแบบไหนดี?
แบตเตอรี่แห้ง (Sealed Maintenance Free Car Battery - SMF) ไม่ต้องคอยเติมน้ำกรดหรือน้ำกลั่นแต่อย่างใดตลอดอายุการใช้งาน มีน้ำหนักที่เบากว่าแบตเตอรี่น้ำ (Conventional Battery) และสามารถวางแบตเตอรี่แห้งในทิศทางใดก็ได้โดยที่สารเคมีจะไม่หกไหลออกมา เนื่องจากแบตเตอรี่แห้งได้รับการซีลห่อหุ้มไว้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามแบตเตอรี่แห้งจะมีราคาสูงกว่าแบตเตอรี่น้ำ รวมถึงแบตเตอรี่แห้งเป็นแบตเตอรี่ระบบปิดที่มีช่องระบายเพียงช่องเดียวและมีขนาดเล็ก จึงทำให้มีโอกาสอุดตันได้โดยง่าย และเมื่ออุดตันจะเกิดปัญหาแรงดันภายในหรือความร้อนสะสมมาก หากเป็นแบตเตอรี่แห้งแบบปิดผนึกซีล เมื่อซีลหลุดลอกอาจทำให้ความชื้นเข้าสะสมภายในและทำความเสียหายให้กับแบตเตอรี่ได้



5. “แบตเตอรี่แห้ง” อายุการใช้งานเท่าไร?
อายุการใช้งานของแบตเตอรี่แห้งส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 1.5 - 2.5 ปี ขึ้นอยู่กับยี่ห้อเเละสภาพการใช้งาน หรือคิดเป็นระยะทางในการขับขี่ประมาณ 50,000 - 70,000 กิโลเมตร ซึ่งมากกว่าอายุการใช้งานของแบตเตอรี่แบบน้ำที่ต้องคอยเติมน้ำกลั่น และอาจใช้งานต่อเนื่องได้ถึง 5-10 ปี หากได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกต้อง ทั้งนี้สาเหตุสำคัญที่ทำให้อายุการใช้งานของแบตเตอรี่แห้งสั้นลงมีหลายสาเหตุ เช่น อุณหภูมิที่ร้อนเกินไป  ระบบไฟฟ้าของรถยนต์ที่ไม่เสถียร หรือการไม่ชาร์จไฟ หรือชาร์จไฟไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ แบตเตอรี่จะมีอายุการใช้งานที่ยาวขึ้นหากเก็บรักษาในที่ที่มีอุณหภูมิและความชื้นต่ำ เนื่องจากอุณหภูมิสูงจะทำให้เกิดปฏิกิริยาที่ไม่พึงประสงค์ได้โดยง่าย ดังนั้นควรเลือกซื้อจากร้านที่เก็บ รักษาแบตเตอรี่อย่างเหมาะสม เช่น ติดเครื่องปรับอากาศ ซึ่งจะช่วยให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานตามที่ควรจะเป็น

เมื่อเลือกแบตเตอรี่ที่เหมาะสมกับการใช้งานได้แล้ว อย่าลืมลดความเสี่ยงจากค่าใช้จ่ายที่ไม่คาดคิดจากอุบัติเหตุระหว่างการขับขี่ ด้วยประกันรถยนต์ด้วยนะคะ https://www.smk.co.th/premotor.aspx

8
ปัจจุบันรถยนต์รุ่นใหม่มีการออกแบบไฟหน้าที่หลากหลาย และมีการเลือกใช้หลอดไฟที่มีความสว่างและประหยัดพลังงานมากขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยทำให้ไฟหน้านอกจากจะเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้เกิดความปลอดภัยขณะขับขี่แล้ว ไฟหน้ายังช่วยทำให้รถยนต์ดูทันสมัยมากขึ้นอีกด้วย ไฟหน้ารถยนต์ในปัจจุบันจะมีอะไรบ้าง วันนี้รวบรวมเรื่องควรรู้เกี่ยวไฟหน้ารถยนต์ปัจจุบันมาแนะนำกันดังนี้

โคมไฟหน้ารถยนต์ปัจจุบัน มี 2 แบบ

1. ชุดโคมแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์  ใช้ในรถยนต์ทั่วไป มีจานฉายซึ่งสามารถหักเหแสงสะท้อนไปมา เพื่อสร้างความสว่างสูงสุดลงบนพื้นถนน โคมนี้มักใช้กับหลอดไฟแบบฮาโลเจนที่ให้แสงสีนวล แต่มีรถบางรุ่นที่ใช้คู่กับหลอดซีนอนหรือแอลอีดี ซึ่งมีการออกแบบการหักเหของแสงมาโดยเฉพาะ เราไม่ควรนำโคมไฟแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์ที่มาคู่กับหลอดฮาโลเจนจากโรงงาน มาเปลี่ยนเป็นหลอดแบบซีนอน เพราะจะทำให้แสงที่ได้ฟุ้งกระจาย รบกวนสายตาผู้ร่วมทางจนอาจเกิดอันตรายได้

2. ชุดโคมแบบโปรเจคเตอร์  มักใช้ในรถที่มีราคาสูง มาพร้อมหลอดไฟแบบฮาโลเจน ซีนอน หรือ LED ข้อดีของโคมโปรเจคเตอร์ คือ การกระจายแสงที่เป็นระเบียบกว่าโคมมัลติรีเฟล็กเตอร์ ช่วยลดการฟุ้งกระจายของแสงได้ อีกทั้งยังช่วยให้รถดูสวยงามขึ้นอีกด้วย รถยนต์ราคาสูงมักมีโคมโปรเจคเตอร์ ไฟต่ำ-ไฟสูงในชุดเดียวกัน ที่เรียกว่า Bi-Xenon, Bi-LED หรือ Bi-Halogen แล้วแต่ชนิดของหลอดไฟ ซึ่งมีข้อดีอยู่ที่การสลับไปมาระหว่างไฟต่ำ-ไฟสูง ทำได้อย่างรวดเร็ว และมีการกระจายไฟสูงที่ดีกว่า

หลอดไฟที่ใช้อยู่ในปัจจุบันแบ่งเป็น

1. หลอดฮาโลเจน (Halogen Bulb)  เป็นที่นิยมมากที่สุด เนื่องจากมีต้นทุนต่ำ หาเปลี่ยนได้ง่าย อะไหล่ไม่แพง แต่หลอดไฟเหล่านี้ไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ เพราะพลังงานมีการสูญเสียไปกับการผลิตความร้อน สีของหลอดไฟฮาโลเจนที่ใช้กับรถยนต์นั้น ให้แสงที่ออกสีเหลือง หลอดไฟฮาโลเจนส่องได้ไกลประมาณ 100 เมตร  แสงสีเหลืองของหลอดฮาโลเจนยังสามารถส่องพื้นถนนยามฝนตกได้ดีกว่าไฟสีขาวหรือสีอมฟ้า หลอดฮาโลเจนในปัจจุบันก็มีด้วยกันหลายเกรด ตั้งแต่เกรดมาตรฐานจากโรงงาน ไปจนถึงเกรดสูงๆ ที่ให้แสงสีขาวกว่า และมีความสว่างมากกว่า

ข้อดี  : ราคาถูก มีความทนทาน ใช้งานได้นาน
ข้อเสีย : มีความสิ้นเปลือง เนื่องจากมีการสร้างความร้อนมากเกิน


2. หลอดซีนอน (Xenon) หรือ High Intensity Discharge (HID) ภายในบรรจุก๊าซนีออน หลอด HIDจะให้ความสว่างมากกว่าหลอดฮาโลเจน 2-3 เท่า แต่หลอดไฟนี้ได้รับความนิยมเป็นช่วงเวลาไม่นานนัก ก่อนที่รถยนต์หลายค่ายจะเปลี่ยนมาใช้หลอดแบบ LED แทน

ข้อดี  : ให้ความประหยัด เพราะใช้พลังน้อย แต่มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดี และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ให้แสงสว่างกว่าหลอดไฟฮาโลเจน และรัศมีแสงให้วงที่กว้างกว่า
ข้อเสีย :  มีราคาแพง ตัวหลอดต้องป้อนกระแสไฟแรงสูงที่มากถึง 20,000 โวลต์เข้าไป ทำให้อาจเกิดอันตรายขึ้นได้จากการติดตั้ง หรือการใช้งานที่ผิดพลาด


3. หลอดไฟ LED (light emitting diode)  หลอดไฟที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในปัจจุบัน เนื่องจากให้ความสว่างสูง ความร้อนต่ำ และกินไฟน้อย ช่วยประหยัดเชื้อเพลิง ผลิตแสงสว่างจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน จึงเป็นระบบที่เรียบง่ายและมีประสิทธิภาพสูง  ซึ่งหลอดแบบ LED สามารถใช้ได้กับโคมไฟทั้งแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์ที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ หรือโคมโปรเจคเตอร์ก็ได้ ซึ่งผู้ผลิตสามารถออกแบบชิ้นเลนส์โปรเจคเตอร์ให้มีรูปลักษณ์เข้ากับดีไซน์โดยรวมของชุดไฟหน้าได้อีกด้วย การทำงานของหลอดไฟ LED ก็คือ ภายในหลอดไฟจะมีชิปที่ทำให้เกิดแสง และควบคุมความสว่างด้วยกล่อง driver แสงที่ให้ออกมาจะมีลักษณะขาวสว่าง

ข้อดี : ไฟสว่างทันทีที่เปิด ประสิทธิภาพเยี่ยม และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่า มักถูกใช้เป็นไฟท้ายหรือไฟวิ่งเวลากลางวัน ด้วยแสงที่มีสีที่ใกล้เคียงกับแสงธรรมชาติในเวลากลางวัน ไฟเหล่านี้ใช้พลังงานน้อยมาก ให้ความประหยัด เพราะใช้พลังน้อย แต่มีประสิทธิภาพการทำงานที่ดี และมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน ให้แสงสว่างจ้ากว่าหลอดไฟ Halogen และรัศมีแสงที่ยิงออกไป ให้วงที่กว้างกว่า
ข้อเสีย :  มีราคาสูง


4. หลอดเลเซอร์ ไฟหน้าแบบเลเซอร์ถือว่าเป็นเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำที่สุดปัจจุบัน แต่ยังคงมีใช้อย่างจำกัดเฉพาะรถหรูบางรุ่น ยังใช้สำหรับไฟสูงเท่านั้น เนื่องจากมีความสว่างสูงมากเกินกว่าจะใช้งานปกติได้  โดยใช้ลำแสงเลเซอร์กระตุ้นก๊าซที่อยู่ภายในทำให้เกิดแสงที่สว่างมากและมีพลังสูง

ข้อดี : มีขนาดเล็กกว่ามากและสามารถส่องถนนได้ในระยะไกล  เลเซอร์ใช้พลังงานในการผลิตแสงต่ำ ในการผลิตแสงไฟหน้ารถที่ได้ความเข้มเทียบเท่าหลอดไฟชนิดอื่น แต่ในขณะเดียวกันแถบไม่ได้ดึงพลังงานของรถยนต์มาใช้เลย
ข้อเสีย :  ไฟหน้าแบบเลเซอร์มีความเข้มแสงมากอาจรบกวนทัศนวิสัยรถที่สวนมา ทำให้เกิดอุบัติเหตุได้ และมีราคาสูงมาก


ทั้งนี้ การจะเปลี่ยนหลอดไฟหน้าใหม่ ควรเลือกหลอดไฟตามคู่มือรถระบุจะดีที่สุด เนื่องจากชุดโคมถูกออกแบบมาสำหรับหลอดแต่ละประเภทโดยเฉพาะเท่านั้น


ไฟหน้ารถควรตรวจสอบอยู่เสมอ หากพบว่า หลอดไฟไม่สว่าง เสื่อมคุณภาพควรรีบเปลี่ยนทันที และอย่าลืมตรวจสอบประกันรถยนต์ให้แน่ใจ ในทุกการเดินทาง ที่จะช่วยคุ้มครองรถและคุณจากทุกเหตุการณ์บนท้องถนน คลิก https://www.smk.co.th/premotor.aspx


9
ไฟเตือนบนหน้าปัดรถยนต์ เป็นสัญญาณเตือนว่าส่วนไหนของรถยนต์มีความผิดปกติ บางภาพสัญลักษณ์เตือนก็อาจทำให้เรากังวลใจ เช่น รูปเครื่องยนต์ หรือ Check Engine ที่หลายคนอาจตีความหมายว่าเครื่องยนต์มีปัญหาพังแน่นอน แต่ในบางครั้งก็อาจไม่รุนแรงอย่างที่คิด เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยจากการระบบการทำงานที่ไม่สมบูรณ์ จะมีสาเหตุไหนบ้างที่ทำให้ไฟเตือนรูปเครื่องยนต์โชว์ วันนี้มีข้อมูลมาบอกกันให้คลายหายสงสัยกันดังนี้

1. ปิดฝาถังน้ำมันไม่แน่น 
ไฟเตือนจากการปิดฝาถังน้ำมันไม่สนิท หรือ ฝาถังอาจจะเกิดความเสียหาย ทำให้แรงดันในถังน้ำมันนั้นไม่ปกติ วิธีแก้ปัญหาสิ่งแรกที่ต้องทำคือจอดรถเช็กฝาถังก่อน ถ้าใช่ในระยะ 10 กิโลเมตรหลังจากออกรถ ไฟเตือนดังกล่าวจะดับหายไป

2. แคทาไลติคคอนเวอร์เตอร์ (Catalytic converter) มีปัญหา
Catalytic converter อุปกรณ์ทำหน้าที่บำบัดไอเสียก่อนปล่อยสู่อากาศภายนอก เมื่อใช้งานมานานกรองตัวนี้ก็เสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ อันเนื่องมาจากไอน้ำมันที่เผาไหม้ไม่หมดไปเกาะอุดตันอยู่ภายใน เป็นสาเหตุให้กรองไอเสียตันไปในที่สุด ถ้าอุปกรณ์ตัวนี้เสียหรือบางคนที่นำอุปกรณ์ชิ้นนี้ออก อาจทำให้ไฟรูปเครื่องยนต์โชว์ได้

3. เซ็นเซอร์วัดออกซิเจนระบบไอเสีย (O2 sensor) มีปัญหา
ออกซิเจนเซ็นเซอร์นั้นทำหน้าที่ตรวจคุณภาพไอเสียว่ามีค่าในระดับมาตรฐานหรือไม่ ซึ่งทำงานร่วมกับกล่องอีซียูในการสั่งจ่ายน้ำมันกับอากาศให้มีความเหมาะสม ส่งผลทำให้รถกินน้ำมัน และเป็นการทำลายหัวเทียนกับตัว Catalytic converter อีกด้วย หากออกซิเจนเซ็นเซอร์เสีย รถจะมีอาการกระตุกคล้ายกับเครื่องยนต์ใกล้ดับ ถึงแม้ว่ารถมีการกระตุกแต่ยังพอขับต่อไปได้ ดังนั้นให้พยายามนำรถเข้าจอดยังจุดปลอดภัยเพื่อรอการช่วยเหลือ

4. Airflow วัดการไหลของอากาศมีปัญหา
อุปกรณ์นี้ติดตั้งอยู่บริเวณหลังกรองอากาศเข้าเครื่องยนต์ คอยวัดปริมาณอากาศที่ไหลเข้าสู่ท่อไอดีไปจนถึงห้องเผาไหม้ ให้อยู่ในเกณฑ์สำหรับการจุดระเบิด แต่เมื่อเซ็นเซอร์เกิดทำงานผิดปกติหรือเสียขึ้นมาอาจทำให้ไฟรูปเครื่องยนต์โชว์ได้ อาการที่สังเกตได้ คือ ช่วงเช้าตอนสตาร์ทรถใหม่จะได้กลิ่นไอเสียเหม็นกว่าปกติ เครื่องยนต์เดินไม่นิ่งมีอาการสั่นในรอบเดินเบา เร่งไม่ขึ้น และกินน้ำมันกว่าปกติ ถ้าไม่รีบแก้ไขอาจส่งผลต่ออุปกรณ์อื่นๆ เกิดความเสียหายตามไปด้วย เช่น O2 sensor, หัวเทียน เป็นต้น วิธีแก้ไขให้ตรวจสอบเซ็นเซอร์วัดมวลอากาศ (Mass Air Flow) กรณีสกปรกสามารถถอดออกมาล้างทำความสะอาดได้ แต่หากเสียก็ต้องเปลี่ยนใหม่

5. คอยล์จุดระเบิดและหัวเทียน (Ignition Coil and Spark Plug) มีปัญหา
เมื่อใดที่รถเกิดอาการเครื่องเดินไม่เรียบ รถเร่งไม่ออก หรือบางครั้งก็ดับไปเลย เมื่อระบบตรวจพบความผิดปกติจะแสดงไฟรูปเครื่องยนต์โชว์ขึ้นมา อาจเกิดจากคอยล์บางตัวไม่สามารถจ่ายกระแสไฟไปยังหัวเทียนเพื่อจุดระเบิดได้ตามปกติ ขณะติดเครื่องรถจะมีอาการสั่นไปจนถึงการกระตุก ไม่สามารถเร่งกำลังได้เต็มที่ ให้ทายไว้ก่อนเลยว่าคอยล์เสีย มักเกิดขึ้นกับรถที่มีอายุการใช้งานหลายปีหรือวิ่งมามากกว่าแสนกิโลเมตร

6. วาล์วระบบควบคุมไอระเหยน้ำมันเชื้อเพลิง (Emissions Purge Control Valve) มีปัญหา
วาล์วควบคุมไอน้ำมันเชื้อเพลิง ทำหน้าที่กักกันไม่ให้ไอน้ำมันในถังระเหยออกสู่ชั้นบรรยากาศ รวมถึงหน้าที่ควบคุมการไหลของไอระเหยน้ำมัน เข้าสู่ห้องเผาไหม้อย่างเหมาะสม แต่กรณีที่เกิดความผิดปกติไอระเหยน้ำมันจะไหลเข้าห้องเผาไหม้น้อยหรือมากกว่าปกติ เครื่องยนต์จะเดินไม่เรียบในช่วงรอบเดินเบา

7. หัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง (Fuel Injector) มีปัญหา
หัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงทำหน้าที่ฉีดน้ำมันให้เป็นฝอยละเอียด เพื่อส่งต่อไปผสมกับอากาศในท่อไอดีก่อนเข้าสู่ห้องเผาไหม้ แต่หากหัวฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงเกิดเสียหรือตันขึ้นมา อาการที่พบได้แก่ รอบเดินเบาไม่นิ่ง ลูกสูบบางตัวไม่ทำงาน ส่งผลโดยตรงต่ออัตราสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง

8. โซลินอยด์ระบบควบคุมไอระเหยน้ำมันเชื้อเพลิง (Purge Solenoid) มีปัญหา
ไอน้ำมันที่จะไหลจากถังน้ำมันสู่ชั้นบรรยากาศถูกควบคุมโดยโซลินอยด์ ซึ่งกล่องอีซียูรับบทควบคุมการเปิดปิดของวาล์วดังกล่าว หากเกิดเสียขึ้นมารถยนต์จะสตาร์ทได้ยากกว่าปกติ รวมถึงปรากฎอาการสั่นในช่วงรอบเครื่องยนต์เดินเบา

9. เทอร์โมสตัท (Thermostat) หรือ วาล์วน้ำ มีปัญหา
ทำหน้าที่ควบคุมการไหลของน้ำหล่อเย็นในระบบระบายความร้อนเครื่องยนต์ โดยปกติแล้ววาล์วตัวนี้จะปิดเมื่ออุณหภูมิน้ำหล่อเย็นยังไม่ถึงที่ตั้งไว้ และเปิดให้น้ำไหลเวียนครบระบบเมื่ออุ่นเครื่องได้อุณหภูมิทำงาน เมื่อวาล์วน้ำเกิดเสียหรือตันอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็นจะสูงเกินระดับปกติ อาจทำให้เครื่องยนต์ หม้อน้ำ และท่อยางทางเดินเกิดความเสียหาย ดังนั้น เมื่อไฟโชว์ก็ให้รีบเข้าตรวจเช็กที่ศูนย์บริการ ก่อนจะลุกลามบานเกินกว่าการเปลี่ยนแค่เทอร์โมสตัทตัวเดียว

ทำอย่างไรเมื่อไฟเครื่องยนต์โชว์ระหว่างขับขี่
เราสามารถขับรถต่อไปได้ เพราะไฟรูปเครื่องยนต์  Check Engine  เป็นไฟที่ใช้สัญญาณสีเหลือง หมายถึงให้ระวังหรือใช้ความระมัดระวัง เนื่องจากเครื่องยนต์ไม่สมบูรณ์ ผิดกับไฟเตือนสีแดงเตือนอื่นๆ เช่น ไฟเตือนระดับน้ำมันเครื่อง ไฟเตือนระดับน้ำในหม้อน้ำ หรือ แบตเตอรี่ ที่เตือนแบบฉุกเฉินต้องรีบจอดข้างทาง

หากไฟรูปเครื่องยนต์เตือนให้สังเกตไฟเตือนอื่นๆควบคู่ไปด้วย โดยเฉพาะความร้อน ถ้าความร้อนปกติก็สามารถขับต่อไปได้ แต่ไม่ควรใช้ความเร็วและรอบเครื่องยนต์สูง รถบางรุ่นจะตัดเข้าสู่วงจรสำรองเพื่อป้องกันความเสียหายจะทำให้เครื่องยนต์จำกัดความเร็วอยู่ที่ราว 1,500-2,000 รอบ/นาที ทำให้เครื่องยนต์อืดขึ้น เหยียบคันเร่งแล้วรถวิ่งไม่ค่อยออก แต่ก็ยังพอขับไปถึงจุดหมายปลายทางได้ แล้วให้รีบนำรถเข้าไปตรวจเช็กเพื่อใช้อุปกรณ์ตรวจดูความผิดปกติของระบบและทำการแก้ไข ไม่ควรละเลยทิ้งเอาไว้



รถยนต์นั้นมีสัญญาณไฟเตือนเพื่อบอกว่ารถมีปัญหาในส่วนไหน เพื่อรีบทำการแก้ไขก่อนที่ความเสียหายจะมากขึ้น  แต่อุบัติเหตุบนท้องถนนนั้นไม่มีสามารถรู้ล่วงหน้า เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด หากแต่เราสามารถป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้ ด้วยประกันรถยนต์ที่คุ้มครองทั้งรถยนต์และผู้ขับขี่ https://www.smk.co.th/premotor.aspx

10
การซ่อมรถยนต์ บางครั้งอาจต้องตัดสินใจเปลี่ยนเครื่องยนต์จากเหตุผลหลายอย่าง เช่น เมื่อเปลี่ยนแล้วคุ้มมากกว่าการซ่อม, ต้องการเครื่องยนต์ที่ดีขึ้น หรือแก้ปัญหาจุกจิกที่เกิดขึ้นกับรถที่แก้เท่าไรก็ไม่หายสักที  แต่การเปลี่ยนเครื่องยนต์ก็มีข้อต้องระวังหลายอย่าง เช่น เครื่องยนต์ที่นำมาเปลี่ยนนั้นเป็นเครื่องที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ มีการนำเข้ามาถูกต้องหรือไม่ เพราะอาจเสี่ยงถูกดำเนินคดีได้  หลังจากเปลี่ยนแล้วต้องรีบแจ้งกับกรมขนส่งทันที เพราะการเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นการเปลี่ยนแปลงส่วนใดส่วนหนึ่งของรถให้ผิดไปจากที่ได้จดทะเบียนไว้ มีความผิดตามมาตรา 60 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 2,000 บาท อีกด้วย แล้วเราต้องดำเนินการแจ้งเปลี่ยนเครื่องยนต์อย่างไร วันนี้มีขั้นตอนมาแนะนำกันค่ะ

หลักฐานที่ใช้ในการแจ้งเปลี่ยนเครื่องยนต์
 

1. ใบคู่มือจดทะเบียนรถ  (ตัวจริง)

2. หลักฐานการได้มาของเครื่องยนต์
- หนังสือรับรองการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องยนต์
- หนังสือแจ้งจำหน่ายและการรับรองหลักฐานการส่งบัญชีรับและจำหน่ายเครื่องยนต์
- ใบกำกับภาษีค่าเครื่องยนต์ / บิลเงินสด
- หนังสือขอแก้ไขชื่อ และที่อยู่ในบิลเงินสด, ใบกำกับภาษี (ถ้ามี)

3. สำเนาบัตรประชาชน และ สำเนาทะเบียนบ้าน ผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์คันดังกล่าว เซ็นต์รับรองสำเนา และ ลายเซ็นต์ต้องเซ็นต์เหมือนในเล่มทะเบียนรถยนต์ หากเจ้าของรถเป็นนิติบุคคล ต้องใช้สำเนาหนังสือรับรองบริษัทพร้อมลงนามรับรอง และประทับตราบริษัท และสำเนาบัตรประชาชนของผู้มีอำนาจลงนาม  (ใบเปลี่ยนชื่อ ใบเปลี่ยนนามสกุล ถ้ามี)

4. หลักฐานการแก้ไขดัดแปลงสภาพรถ เช่น ใบเสร็จรับเงิน (ถ้ามี)
เอกสารที่ใช้เสริมในกรณีทำแทนผู้ถือกรรมสิทธิ์รถยนต์
1. หนังสือมอบอำนาจพร้อมลายเซ็นต์ผู้ถือกรรมสิทธิ์เป็นผู้มอบ ต้องเซ็นต์ให้ถูกกับเล่มทะเบียนรถยนต์
2. สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาทะเบียนบ้าน ผู้รับมอบ เซ็นต์รับรองสำเนา

 ขั้นตอนการดำเนินการ
 

1. นำรถยนต์คันที่เปลี่ยนเครื่องแล้ว แต่ยังไม่ได้แจ้งลงเล่มทะเบียนให้ถูกต้อง ไปยังกรมการขนส่งในเขตพื้นที่แจ้งใช้รถยนต์

2. ติดต่อทำเรื่องแจ้งยกเลิกการใช้เครื่องยนต์เดิมก่อน ที่งานทะเบียนและภาษีรถ ติดต่อแผนกตัดบัญชีและเครื่องยนต์ แล้วจะส่งต่อไปยังงานบัญชีเครื่องยนต์

3. หลังจากจบขั้นตอนการยกเลิกเครื่องยนต์เดิมเสร็จ ให้ยื่นคำขอพร้อมหลักฐาน เพื่อขอนำรถเข้ารับการตรวจสภาพ เจ้าหน้าที่จะให้นำรถยนต์คันดังกล่าวไปเข้าช่องตรวจสภาพรถยนต์ นำรถยนต์ไปตรวจสภาพ รอรับผลการตรวจสภาพรถยนต์คันดังกล่าว (ผลจะมีผ่าน กับไม่ผ่าน ถ้าตรวจสภาพผ่านไม่ผ่านก็จะทำการแจ้งใช้เครื่องยนต์ใหม่ไม่ได้)

4. หลังจากผลการตรวจสภาพรถยนต์คันดังกล่าวผ่านแล้ว ยื่นตรวจสอบคำขอพร้อม หลักฐานและผลผ่านการตรวจสภาพรถ ที่งานทะเบียนและภาษีรถ เขียนคำขอและยื่นคำขอแก้ไขเพิ่มเติมรายการในทะเบียนและใบคู่มือจดทะเบียนต่อ เจ้าหน้าที่ เจ้าหน้าที่จะทำการค้นทะเบียนรถยนต์คันดังกล่าว เช็กต้น เมื่อพอต้นแล้วจะทำการแก้ไขเล่มทะเบียนให้ตรงและถูกต้องตามคำขอ

5. ชำระค่าธรรมเนียมและภาษีส่วนที่เพิ่ม (ถ้ามี) รับเล่มทะเบียนที่แจ้งเปลี่ยนเครื่องแล้ว

6. ตรวจสอบข้อมูลในเล่มทะเบียนที่แก้ไขเสร็จแล้ว

- ยี่ห้อ รุ่น แบบ เลขทะเบียน ปีจดทะเบียน
- เลขตัวถังรถยนต์
- เลขเครื่องยนต์ ความจุ ซีซี
- ชื่อ นามสกุล ผู้ถือกรรมสิทธิ์ และ ที่อยู่

 

ค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการแจ้งเปลี่ยนเครื่องยนต์ ประกอบด้วย
 
1. ค่าคำขอ ฉบับละ 5 บาท

2. ค่าขอแก้ไขรายการในทะเบียนและคู่มือจดทะเบียน ครั้งละ 50 บาท

3. ค่าตรวจสภาพรถ ครั้งละ 50 บาท

เพียงเท่านี้ก็จบขั้นตอน หมดกังวลว่าจะถูกจับปรับตามมาตรา 60 แล้ว สามารถนำรถไปใช้งานได้อย่างสบายใจ และอย่าลืมเพิ่มความคุ้มครองรถเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ด้วยประกันรถยนต์ที่วางใจกันด้วยนะคะ https://www.smk.co.th/premotor.aspx

11
ส่วนที่สกปรกที่สุดของรถก็คือล้อรถเพราะต้องวิ่งไปบนพื้นสัมผัสทั้ง ฝุ่น เศษหิน ดิน โคลน หรือน้ำสกปรก เราเลยต้องเอาใจใส่ดูแลเป็นอย่างดีเพื่อให้ล้อรถของเราสวยงามคงทนอยู่คู่กับรถไปได้อีกนาน นอกจากนี้ล้อยังเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเสริมให้รถของเราดูสวยงามน่าใช้ขึ้นอีกด้วย โดยเฉพาะล้อแม็กที่ต้องการการดูแลเป็นอย่างดี การล้างล้อรถยนต์จึงต้องมีวิธีที่ถูกต้องเพื่อให้ล้อมีความสวยงามและทนทาน จะมีวิธีการอย่างไร วันนี้มีเทคนิคมาแนะนำกันดังนี้

กรณีล้อรถสกปรกไม่มาก
ถ้าล้อสกปรกไม่มาก ให้ใช้ผ้าแห้งเช็ดคราบฝุ่นจากผ้าเบรก เศษดิน หรือหินต่างๆ ออกให้หมด หลังจากนั้นให้ล้างต่อด้วยน้ำสบู่ แล้วใช้น้ำสะอาดล้างตามอีกที จากนั้นใช้ผ้าแห้งเช็ดให้เรียบร้อย

กรณีล้อสกปรกมาก
เตรียมอุปกรณ์

1. ฟองน้ำขนาดใหญ่ หรือ แปรงขนนุ่มๆ ล้อรถยนต์นั้นง่ายต่อการขีดขวน ดังนั้นควรใช้วัสดุที่นุ่ม ๆ ในการล้าง

2. ถังน้ำ 2 ใบ ถังหนึ่งสำหรับใส่น้ำยาล้างทำความสะอาดเพื่อล้างล้อ ถังที่สองสำหรับล้างฟองน้ำหรือแปรงที่ทำความสะอาดล้อ ทำให้สิ่งสกปรกที่ติดอยู่บนฟองน้ำไม่ไปติดบนล้อรถอีกครั้ง

3. น้ำยาล้างจาน

4. สายยาง

5. ผ้าชามัวร์


ขั้นตอน

1. แช่ฟองน้ำในน้ำเพื่อให้นุ่มขึ้นสักครู่ก่อนใช้งาน หรืออาจใช้แปรงที่มีขนนุ่มๆ แช่ในน้ำให้นุ่มก่อน

2. ฉีดน้ำไปที่ล้อให้เปียกชุ่ม

3. ผสมน้ำยาล้างจานในถังน้ำใบที่หนึ่ง ใช้ฟองน้ำลูบไปที่ล้อให้สะอาด  หลังจากนั้นจุ่มฟองน้ำลงถังใบที่สอง เพื่อล้างฟองน้ำก่อนกลับไปจุ่มน้ำยาทำความสะอาด เพื่อให้สิ่งสกปรกที่ติดอยู่บนฟองน้ำไม่ไปติดบนล้อรถอีกครั้ง หรืออาจใช้แปรงสีฟันเก่าจุ่มน้ำยาล้างจานแล้วแปรงไปที่ซี่วงล้อ

4. เมื่อขัดถูเสร็จแล้ว อย่าพึ่งรีบล้างออกทันที ควรปล่อยไว้แบบนั้นประมาณ 1 นาที หรือมากกว่านั้น หลังจากนั้นจึงล้างออก ฉีดน้ำล้างฟองให้หมด ควรทำความสะอาดวงล้อจากด้านบนไปด้านล่าง ทำให้น้ำจะไม่ไหลไปยังบริเวณพื้นผิวที่ทำความสะอาดแล้ว

5. เมื่อทำความสะอาดเสร็จแล้วควรทำให้แห้งเร็วที่สุด ด้วยผ้าช้ามัวร์เช็ดให้แห้ง


กรณีคราบหนักที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ แต่ละคราบจะมีวิธีทำความสะอาดไม่เหมือนกันดังนี้
 

คราบยางมะตอย หรือ น้ำมัน

ให้เอาผ้านุ่มๆ ชุบน้ำมันก๊าดหรือน้ำมันสน เช็ดตรงจุดที่เปื้อนแล้วใช้แชมพูหรือน้ำยาล้างจานล้างออกด้วยน้ำเปล่าแล้วก็เช็ดให้แห้ง

 

คราบแมลง

ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นาน ให้ใช้น้ำฉีดไปที่ซากแมลง แล้วใช้ฟองน้ำถูเบาๆ จนคราบหมด แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาดเช็ดให้แห้ง

 

คราบรอยขี้เกลือ หรือสนิมขาว (oxide)

ส่วนใหญ่เกิดจากสุนัขฉี่ใส่ล้อ หากปล่อยทิ้งไว้นานจะเกิดคราบเหลือง ขี้เกลืออาจกัดกร่อนชั้นฟิล์มและสีเคลือบล้อได้ ควรล้างออกทันทีด้วยน้ำเปล่าหรือน้ำสบู่แล้วเช็ดให้แห้ง จากนั้นใช้แปรงขนนุ่ม จุ่มแลกเกอร์ชนิดแห้งเร็ว เช็ดถูบริเวณที่เกิดรอย



ข้อควรระวังในการทำความสะอาดล้อรถยนต์
- ไม่ควรใช้แปรงเส้นใยสังเคราะห์ เนื่องจากขนแปรงที่แข็งและหยาบ จะทำลายล้อเป็นรอยได้

- ห้ามใช้พวกยาขัดสี เพราะจะทำให้ล้อแม็กเกิดเป็นรอยด่างไม่เงางาม

- ไม่ควรล้างล้อในวันที่อากาศร้อนจัด เพราะคราบสกปรกต่างๆ จะแห้งเกาะติดสีล้อมากขึ้นไปอีก อีกทั้งคราบสบู่จะแห้งเร็วขึ้น ทำให้เกิดคราบเป็นจุดได้

- หลีกเลี่ยงการล้างรถด้วยเครื่องล้างอัตโนมัติ เพราะขนแปรงที่แข็งจากเครื่องล้างจะทำล้อเป็นรอยได้

- แยกฟองน้ำเช็ดล้อกับฟองน้ำที่ใช้ล้างส่วนอื่นๆ เพราะสิ่งสกปรกที่ติดอยู่กับฟองน้ำล้างล้อ เมื่อนำไปขัดส่วนอื่นๆ อาจทำให้เกิดรอยบนพื้นผิวได้


เพียงเท่านี้ล้อก็จะดูสะอาดงดงามเหมือนใหม่อยู่เสมอ นอกจากนี้ยังช่วยประหยัดเงินค่าล้างรถในการทำความสะอาดรถอีกด้วย และยังสามารถเลือกประหยัดค่าใช้จ่ายประกันภัยรถยนต์ ด้วย “ประกันรถยนต์” https://www.smk.co.th/premotor.aspx ได้อีกทางหนึ่งด้วย

12
ช่วงปลายปีเป็นช่วงฤดูหนาว สภาพอากาศหลายพื้นที่มีอุณหภูมิลดลง อากาศที่เปลี่ยนแปลงจะส่งผลต่อรถยนต์ เมื่ออากาศเย็นระบบการทำงานต่างๆจะทำงานไม่เต็มที่ โดยเฉพาะหากอยู่ในบริเวณที่สูงทางภาคเหนือที่มีอุณหภูมิต่ำ เช่น บนภูเขา บนดอย มีข้อมูลและคำแนะนำ การดูแลรถในฤดูหนาวมาแนะนำกันดังนี้

1. ความชื้น

สิ่งที่ต้องรับมือกับอากาศเย็น อันดับแรกคือความชื้นที่มากับความเย็น ควรใช้น้ำมัน Sonax ไล่ความชื้น ที่มีขายตามร้านเครื่องมือช่าง พ่นในห้องเครื่องบริเวณขั้วไฟหรือ สายไฟให้ทั่ว เพื่อป้องกันความชื้น และหนูจะเข้าไปกัดสายไฟได้   เนื่องจากห้องเครื่องยนต์มีอุณหภูมิที่อุ่นสบายกว่าภายนอก  การพ่นน้ำมัน Sonax จะช่วยไล่หนูได้ เพราะหนูจะไม่ชอบกลิ่น เหม็นของน้ำมัน Sonax


2. ควรเปิดสวิตซ์กุญแจให้นานหน่อย

ตอนเช้าในฤดูหนาวที่อากาศหนาวจัดต่ำกว่า 5 องศาลงไปควรเปิดสวิตซ์กุญแจหัวเผาให้นานหน่อยก่อนจะสตาร์ทเครื่องยนต์ ควรจะเหยียบคลัทช์ช่วยในการสตาร์ทเครื่องยนต์ด้วยเมื่อเครื่องยนต์ติดแล้วควรปล่อยให้เครื่องยนต์เดินเครื่องไว้ประมาณ 15 นาทีเป็นอย่างน้อย (ให้เครื่องร้อน) เนื่องจากอากาศหนาวจัดทำให้น้ำมันเครื่องเกิดอุดตันได้


3. แบตเตอรี่

ในสภาพอากาศที่เย็นมากๆ จะลดความสามารถในการสตาร์ทขณะเครื่องเย็นของแบตเตอรี่ ควรตรวจสอบแบตเตอรี่และเปลี่ยนเมื่อกำลังไฟในการสตาร์ท พร้อมตรวจเช็คขั้วแบตเตอรี่ว่าหลวมหรือมีขี้เกลือหรือเปล่า



4. อุ่นเครื่อง

พอสตาร์ทเครื่องติดแล้ว ไม่ควรเร่งเครื่องแรงๆ ให้ค่อยๆ เร่งเพื่อเป็นการวอร์มแบตเตอรี่ สัก 15 นาทีเป็นอย่างน้อย เนื่องจากเวลาอากาศเย็น น้ำมันหล่อลื่นจะจับตัวกัน มีความหนืด ทำให้การขับเคลื่อนของเครื่องยนต์ช้าลง สตาร์ทเครื่องติดแล้วควรปล่อยทิ้งไว้ (อุ่นเครื่อง) สักพัก เพื่อให้น้ำมันเครื่องได้ไหลเวียนกระจายไปหล่อลื่นชิ้นส่วนต่างๆได้ทั่วถึง จากนั้นก็ออกรถได้แล้ว เพื่อให้ตอนออกรถ น้ำมันเครื่องไม่หนืดจนเกินไป


5. ที่ปัดน้ำฝนกระจกหน้า

ตรวจเช็คใบปัดน้ำฝน อุณหภูมิที่เย็นลงอาจทำให้ใบปัดน้ำฝนมีสภาพแข็งเปราะ บวกกับพวกสิ่งสกปรกทำให้เวลามีหมอก ทำให้การปัดไล่ความเย็นที่ติดกระจกลดลงควรเปลี่ยนใหม่หรือใช้น้ำอุ่นเช็ดให้สะอาด

5. ยางรถยนต์
อุณหภูมิที่เย็นอาจทำให้ความดันลมยางลดลง ดังนั้นต้องมั่นใจว่ายางมีการเติมลมอย่างเหมาะสม ซึ่งจะช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงมากขึ้น และช่วยยืดอายุการใช้งานของยางได้ และอย่าลืมตรวจเช็คการสึกหรอของดอกยางด้วย



6. สายพานและท่อ

อุณหภูมิที่เย็นจัดอาจส่งผลให้สายพานฉีกขาดหรือแตกใช้งานไม่ได้ ในช่วงของการเปลี่ยนฤดูจึงควรมีการตรวจสอบและเปลี่ยนสายพานหากจำเป็น



7. ระบบไล่ฝ้า

ฝ้าที่กระจกรถด้านนอก เกิดจากอุณหภูมิภายนอกสูงกว่าภายใน และฝ้าที่กระจกด้านในเกิดจากอุณหภูมิภายในรถสูงกว่าภายนอก สำหรับการตรวจเช็คระบบไล่ฝ้าก็ทำด้วยการทดลองเปิดใช้งานระบบทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ตรวจดูว่าระบบทำงานปกติหรือไม่ ถ้ามีจุดใดเสียก็ให้รีบซ่อมแซมเสียแต่เนิ่นๆ เพื่อความปลอดภัย



8. ระบบเบรก

ก่อนขับรถทุกครั้งการตรวจเช็คผ้าเบรกกับน้ำมันเบรกคือสิ่งที่สำคัญอย่างมาก เริ่มด้วยการดูผ้าเบรกว่าเหลือมากน้อยขนาดไหน ต่อมาคือการดูจานเบรกว่าสึกลึกลงไปเท่าใดแล้ว รวมถึงสังเกตลักษณะของจานเบรกว่ามีความคดหรือไม่ สิ่งสุดท้ายคือดูน้ำมันเบรกว่าเหลือเท่าไหร่ถ้าน้อยก็ให้เติมลงไป และหากเป็นไปได้ก็ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรกปีละครั้งเพื่อเป็นการไล่ความชื้น และทำให้การเบรกมีประสิทธิภาพสูงสุดตลอดเวลา



9. สัญญาณไฟ

ระบบไฟทั้ง ไฟเลี้ยว ไฟเบรก และไฟตัดหมอก เพราะในช่วงฤดูหนาวที่อาจมีหมอกลงจัดในบางช่วงทัศนวิสัยการมองเห็นจะลดน้อยลงอย่างมาก ซึ่งถ้าไฟต่างๆ ที่กล่าวมาเกิดชำรุดใช้งานไม่ได้ นั่นอาจก่อให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรงขึ้นอย่างไม่คาดคิด ดังนั้นผู้ขับขี่จึงควรตรวจสอบและเปลี่ยนหลอดไฟให้สว่างและใช้งานได้ตามปกติอยู่เสมอ


การใช้รถในการเดินทางไม่ว่าจะสภาพอากาศแบบไหน ไม่ควรประมาทและระมัดระวังทุกครั้ง เพิ่มความคุ้มครองรถจากทุกภัย ด้วยประกันรถยนต์ https://www.smk.co.th/premotor.aspx

หน้า: [1]